หลวงปู่บุญ วัดทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

Posted in พระเครื่อง on มิถุนายน 2, 2008 by amulet

หลวงปู่บุญ   วัดทุ่งเหียง  อ.พนัสนิคม  จ.ชลบุรี  

มหาเมตตา วิชาเข้มขลัง   พลังศักดิ์สิทธิ์  บุญฤทธิ์บารมี

          หลวงปู่บุญ โสภโณ   อายุ 78 ปี 57 พรรษา ( นับเมื่อปี 2551)  เป็นพระเกจิแห่งยุคอีกองค์หนึ่งที่มีวัตรปฏิบัติ งดงาม   มีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้   มีสมาธิจิตใจอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวมั่นคง  มีบุญญาบารมีอันกว้างไกลไม่มีประมาณ   ตั้งแต่พื้นราบฝั่งตะวันออกจรดภูสูงป่าดอยขุนเขาทางภาคเหนือที่ท่านรับอุปการะเด็กน้อยผู้ด้อยโอกาสชาวไทยภูเขา  ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาไปแล้วว่าสองพันราย   สร้างบุคคลกรให้แก่พระพุทธศาสนา  ทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ  ทั้งพระภิกษุและสามเณรหลายร้อยรูป

            นี่คือประจักษ์พยานที่เป็น”รูปธรรมสัมผัสได้” แห่งจิตอันเป็นบุญเป็นกุศลของหลวงปู่บุญ โสภโณ   ประกอบกับองค์ความรู้จากการเล่าเรียนวิทยาคมกับพระเกจิอาจารย์ดังในอดีต

         หลวงปู่บุญ โสภโณ   บวชตั้งแต่อายุ 20 กับหลวงพ่อโด่ วัดนามะตูม เป็นอุปปัชฌาจารย์ (หลวงพ่อห่อ พระหมอต่อกระดูกเป็นพระคู่สวด  )        หลวงปู่บุญยังธุดงค์ไปเรียนวิชากับครูอาจารย์อีกหลายท่าน อาทิ หลวงปู่เส็ง วัดประจันตคาม ผู้สร้างเหรียญโภคทรัพย์ นางกวักโด่งดังที่สุด 

หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่านศิษย์สายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า  ชัยนาท

หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน ผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์กล่าวกับพระอาจารย์บุญว่า “ ดีจังฮู้ …ขลังเหม็ด”  หมายถึง  “ ดีจัง… เสกอะไรขลังหมด ”

หลวงพ่อคง วัดวังสรรรส  ได้วิชาเสือสมิงมหาอำนาจมา

ขุนนครเขต     ท่านขุนมีนิวาสสถานอยู่เกาะสีชัง      มีเมีย 150 คน ท่านมีวิชาอาคมมหาเสน่ห์  พอตายแล้วเมียเอาผงมหาเสน่ห์ทิ้งน้ำหมด ปู่บุญได้ตำราวิชาจากท่านขุนมาองค์เดียว

          หลวงปู่เคยไปอยู่วัดระฆังไปพักอยู่กับกับหลวงปู่นาค วัดระฆังไปเรียนวิชากับหลวงปู่หิน ติดขัดอะไรก็กราบถามหลวงปู่นาค   ครั้งนั้นได้ทั้งพระและผงสมเด็จวัดระฆัง และสูตรการลบผงพุทธคุณตำหรับสมเด็จโต 

          สมัยเจ้าคุณจรัญ วัดอินทร ฯ  เป็นสามเณรได้ผงหลวงปู่แก้วมาค่อนบาตร   พอหลวงปู่บุญมาอยู่กับ หลวงพ่อบ๋วย วัดเครือวัลย์ท่านได้มอบตำลาหลวงปู่แก้วให้และผงหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ที่เจ้าคุณจรัญมอบให้มาเกือบครึ่งบาตร

         พระอาจารย์อีกองค์คือ หลวงปู่ เปี่ยม อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งเหียงศิษย์ในสายหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา

           วิชาที่หลวงปู่บุญ โสภโณ  เรียนมาจากพระคณาจารย์แต่ละองค์   ท่านล้วนเป็นผู้ทรงวิทยาคุณ

            นอกจากหลวงปู่บุญท่านมีวิชาครูบาอาจารย์ดีแล้ว ท่านยังมีเมตตามากที่สุดด้วย

Image

           ช่วงปี 2229-2530 ท่านจาริกธุดงค์ไปทางภาคเหนือ  บนดอยแถวสูงอาทิ ดอยปางอุ๋ง อำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่  ซึ่งเป็นท้องถิ่นทุรกันดาร   ชาวเขาอยู่กันแบบตามมีตามเกิด  เด็กชาวเขาขาดโอกาสทางการศึกษา  อยู่อย่างอดยากยากจน ลำบาก  ไม่มีอนาคต  

        ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตา   ได้ได้เห็นภาพทุกเวทนาของผู้ยากไร้  ขาดปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ  ถูกสังคมทอดทิ้ง พูดเขียนอ่านภาษาไทยไม่ได้    ชาวเขาสมัยนั้นนับถือผี  ยังไม่รู้จักพระพุทธศาสนา  หลวงปู่บุญท่านได้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา  ให้รู้จักสวดมนต์ ไหว้พระ  รู้จักการเรียนเขียนอ่านภาษาไทย  ให้การสงเคราะห์เครื่องอุปโภคบริโภค

         ชาวเขาศรัทธาท่านในฐานะพระผู้เมตตา  เป็นผู้ให้การช่วยเหลือ  เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่ชีวิต   ชาวเขาก็เข้ามานับถือพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น เด็กผู้ชายก็มาขอบวชเป็นสามเณร  ท่านได้นำเด็กชาวเขามาอุปการะเลี้ยงดูให้เรียนหนังสือที่วัดทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม  จ.ชลบุรี จากเด็กชาวเขาจำนวนสิบ  เพิ่มเป็นจำนวนร้อย  และหลาย ๆ ร้อยคน

         ท่านได้ตั้งโรงเรียนพระปริยติธรรมและทุนนิธิฯที่วัดทุ่งเหียงเพื่ออุปการะเลี้ยงเด็กชาวเขาเหล่านี้   เกือบ 20 ปีที่ผ่านมาท่านสร้างโอกาสให้กับเด็กผู้ยากไร้  ให้มีการศึกษา มีอนาคต  สำเร็จการศึกษาระดับเบื้องต้น  ระดับอาชีวะ จนถึงระดับอุดมศึกษาประมาณ 2,000 กว่าราย  โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน  ท่านเลี้ยงเหมือนลูกเหมือนหลาน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  เป็นคนดีของสังคม เป็นบุคลากรที่อุดมของประเทศชาติ

        ปัจจุบันมีเด็กอยู่ในความดูแลหลวงปู่บุญ ร่วม 300 คน มีสามเณรอีก 80 รูป  รายจ่ายค่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เครื่องเขียนแบบเรียน  หลวงปู่รับภาระทั้งหมด

Image

          หลวงปู่บุญ โสภโณท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมาก (นับว่าสุดยอดกับพระผู้ชราวัยใกล้ 80 ปี) เพื่อเลี้ยงเด็กเหล่านั้นด้วยเมตตา หลวงปู่กล่าวว่า……อีกไม่นานท่านก็ตายแล้วความดีต้องรีบทำ ท่านยอมอดดีกว่าให้เด็ก ๆ เหล่านั้นอด

      ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้  เป็นจิตที่ดำเนินแบบพระโพธิสัตว์ที่ทรงเมตตาบารมีหาที่สุดมิได้ไม่มีประมาณ  ด้วยกุศลเจตนาและบุญกริยานี้คงเป็นแรงส่งเสริมอันหนึ่งที่ทำให้วัตถุมงคลของหลวงปู่เข้มขลังด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์  บุญฤทธิ์บารมี

         กุศลผลบุญทานบารมีที่หลวงปู่บุญบำเพ็ญมา  ย่อมส่งผลต่อผู้ศรัทธาผู้ร่วมทำบุญกับท่าน ไได้ร่วมรับผลานิสงส์อนุโมทนาสาธุการเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ทุกภพทุกชาติ 

        เมื่อปี พุทธศักราช 2529 หลวงปู่บุญ วัดทุ่งเหียง  ได้เดินธุดงค์ไปในเขตอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเขตอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น ม้ง, กระเหรี่ยง, มูเซอ ฯลฯ สภาพภูมิประเทศเป็นป่าเขา ชุมชนชาวเขาเผ่าต่าง ๆ มีอาชีพเกษตรกรรม โดยวิธีการทำไร่เลื่อนลอย ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน กระจัดกระจายอยู่ตามภูเขา มีรายได้จากการปลูกฝิ่น หาของป่า ชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้น ขาดความรู้ความเข้าใจด้านสุขอนามัย อาหารที่ใช้บริโภคเป็นยอดไม้ ยอดผัก เผือก และมัน ที่หาได้จากป่า เมื่อมีโอกาสจำนำสินค้ามาขายยังพื้นราบ นอกจากเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่จำเป็นแล้ว เขาเหล่านั้นจะซื้อหา เกลือซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารที่ทุกครัวเรือนต้องมี การคมนาคม เดินทางด้วยเท้า หรือม้า ชาวเขาเหล่านั้น นับถือผีเป็นพระเจ้า พิธีกรรมต่าง ๆ นั้นขึ้นอยู่กับผีตามความเชื่อ แม้แต่การรักษาการเจ็บป่วยต้องใช้วิธีบนบาน บอกกล่าวผี

                ภาษาที่ใช้เป็นภาษาท้องถิ่นของเผ่านั้น ๆ บางครั้งต่างเผ่ากัน ยังสื่อสารโต้ตอบไม่เข้าใจกันเลย
                ครั้นความเจริญจากพื้นราบรุกคืบสู่ดอยสูง เด็กสาวจากเผ่าต่าง ๆ คนแล้วคนเล่าจำต้องทิ้งถิ่นฐานเดินทางเข้าสู่เมือง เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย ที่ครอบครัวของตนเองจะได้รับ เด็กสาวจำนวนมากเสียชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะกลับบ้านเกิด ตั้งแต่วันที่ลงจากดอย
                “อาตมาภาพเห็นแล้วรู้สึกสลดใจเป็นอย่างยิ่ง”
                ปัญหาของชาวเขาเหล่านี้ เกิดจากการไม่รู้หนังสือ อ่าน เขียน และพูดภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เป็นคนไทย มีทะเบียนบ้านมีใบเกิด มีบัตรประชาชน “ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ อาจเป็นปัญหาแก่บ้านเมืองได้” อาตมายังคงครุ่นคิด หาหนทางแก้ปัญหานี้มาตลอด
                พ.ศ. 2530 อาตมาจึงสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นที่บ้านปางอุ๋ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเขตติดต่อกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เริ่มแรกมีพระไปจำพรรษาจำนวน 3 รูป นอกจากจะปลูกฝังหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว พระสงฆ์เหล่านั้นยังต้องฝึกสอนภาษาไทย ให้ชาวม้งอ่านออกและเขียนได้
                “แม้ช่วงเวลาจำพรรษาจะสั้นนัก แต่ก็ต้องเริ่มทำ”
                ด้วยความยากลำบากนี้เอง ครั้นพอออกพรรษา คงเหลือพระสงฆ์เพียงรูปเดียว ไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่คิดไว้ได้
                “โครงการสร้างทรัพยากรมนุษย์ผู้ด้อยโอกาส” จึงเกิดขึ้นที่วัดทุ่งเหียง ตำบลหมอนนาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เบื้องต้น อาตมภาพประสงค์จะนำนักเรียนไม่เกิด 20 คนมาศึกษาในโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่อยู่ใกล้ ๆ วัด ครั้นเรียนจบแล้วให้กลับไปสอนเด็กชาวเขาที่หมู่บ้านของตนเอง
                สิ่งที่ทำให้อาตมามีกำลังใจที่จะทำโครงการนี้ต่อไป เกิดขึ้นเมื่อวันที่นำรถจากวัดทุ่งเหียง เดินทางไปรับเด็กชาวเขาที่จะมาเรียน ปรากฏว่ามีเด็กมารอที่จะเดินทาง 45 คน ซึ่งเกินจำนวนที่เราคัดเลือกไว้
                จากวันนั้น มีชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ทยอยส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาในวัดทุ่งเหียงตามแนวทางที่วางไว้ กล่าวคือ เด็กผู้หญิงให้ศึกษาตามความสมัครใจจนจบชั้นสูงสุด เท่าที่เด็กจะเรียนได้ เด็กผู้ชายเมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะต้องบวชเป็นสามเณร และศึกษาต่อในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ระดับชั้น ม.1 ถึง ม.6 ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัด จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และสามารถเรียนต่อจนจบชั้นสูงสุด ได้ตามความต้องการ เพื่อให้เกิดภิกษุสงฆ์ที่มีความรู้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป โดยทั้งสองกรณี จะอยู่ในความอุปการะของวัดทุ่งเหียง
                เยาวชนชาย-หญิงที่เข้ามาศึกษาอยู่ในวัดทุ่งเหียงมาจากหลายจังหวัด เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, พะเยา, แพร่, น่าน เป็นต้น กิจกรรมของโครงการยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน

สภาพปัจจุบัน
                วัดทุ่งเหียง ตำบลหมอนนาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีพระครูโสภณพัฒนาภิรม (หลวงปู่บุญ) เป็นเจ้าอาวาส มีพระภิกษุและสามเณรอยู่ในความปกครอง ๑๐๐ กว่ารูป มีเยาวชนชาวไทยภูเขาที่ยากจนและเป็นเด็กกำพร้าด้อยโอกาสทางการศึกษาอีก ๕๐๐ กว่าคน ซึ่งเยาวชนเหล่านี้อยู่ในความดูแลของทางวัดในทุกๆด้าน เช่น ที่อยู่อาศัย-อาหาร-เสื้อผ้า-ยารักษาโรค-อุปกรณ์การเรียน ฯลฯในแต่ละปีทางวัดต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากนับว่าเป็นภาระที่หนักพอควร ทั้งนี้ เพราะทางวัดไม่มีมูลนิธิมารองรับและทางภาครัฐก็ไม่ได้ให้การช่วยเหลือแต่ประการใด ทางวัดต้องอาศัยกำลังศรัทธาจาก พุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่มาบริจาค ข้าวสารอาหารแห้งตลอดทั้งอุปกรณ์การเรียน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
Image
               
          ด้วยเหตุนี้ ทางวัดจึงจำเป็นต้องบอกบุญมายังท่านผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ได้ช่วยกันบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธา เพื่อจะได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆต่อไป หรือถ้าหากท่านมีเวลาพอที่จะเดินทางมาเป็นเยี่ยมหรือร่วมทำบุญกับทางวัดโดยตรงก็ขอเรียนเชิญมาได้ โดยจะมาเป็นคณะ หรือเฉพาะครอบครัวก็สุดแล้วแต่สะดวก ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้
สิ่งของจำเป็นที่ทางวัดต้องการ
1.ข้าวสารอาหารแห้งทุกชนิด
2.อุปกรณ์การเรียน เช่น สมุด-ปากกา เป็นต้น
3.เสื้อผ้าเก่าและใหม่ทั้งของผู้หญิงและชาย
4.ของใช้ที่จำเป็น เช่น สบู่-ยาสีฟัน-แปรงสีฟัน-ผงซักฟอก ฯลฯ
5.หนังสือเรียนของพระภิกษุสามเณร บาลี-นักธรรม ตรี-โท-เอก
6.อัฏฐบริขารของพระภิกษุและสามเณร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://pooboon.igetweb.com

 

หลวงปู่สำเร็จลุน แห่งนครจำปาสัก

Posted in เครื่องราง ของขลัง on เมษายน 15, 2008 by amulet
  
 
Image

 หลวงปู่สมเด็จลุน  ได้ถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๖ ที่บ้านหนองไฮท่า   ตำบลเวินไซ  เมืองโพนทอง  แขวง จำปาศักดิ์  ประเทศลาว   โดยเป็นบุตรของ พ่อบุญเลิศ  แม่กองศรี   สว่างวงศ์  และท่านมีลักษณะพิเศษ จากคนทั่วไปคือท่านอยู่ในครรภ์ของมารดาสิบเดือนเศษ  และเวลาคลอดก็คลอดง่ายไม่เจ็บปวดเหมือนคลอดลูก คนทั่วไป  พ่อแม่จึงตั้งชื่อให้ว่า  “ท้าวลุน”  เมื่อเป็นเด็กนั้นท้าวลุนมีอุปนิสัยเป็นคนเจ้าระเบียบ มาตั้งแต่เด็ก เป็นคน ละเอียดรอบคอบ  เมื่อเจริญวัยขึ้นมาก็ได้ศึกษาเล่าเรียนและช่วยเหลือครอบครัว  
         พอมาอายุได้ ๑๒ ปี บิดามารดาพิจารณาเห็นว่าท้าวลุนมีอุปนิสัยน้อมไปในบรรพชา  จึงได้พาไปบรรพชา เป็นสามเณรที่วัดบ้านหนองไฮท่า  เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วสาม เณรลุนก็มีลักษณะต่างจากสามเณรทั่ว ๆ ไป กล่าว คือท่านมีความจำเป็นเลิศทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือแต่ก็สามารถท่องจำบทสวดมนต์ต่าง ๆ ได้ สามเณรลุน ได้ไปร่วมงานศพของพ่อท่านนาโหล่ง ซึ่งเป็นพระที่มีอภิญญาโด่งดังมากในสมัยนั้น แล้วท่านก็ไปดูศพของพ่อ ท่านนาโหล่ง จึงมองเห็นคัมภีร์ก้อม (หนังสือใบลานผูกเล็ก ๆ) หนีบอยู่ที่รักแร้ สามเณรลุนมีความรู้สึกว่า พ่อท่าน นาโหล่งยิ้มให้แล้วบอกให้ท่านหยิบเอาหนังสือไป  ท่านก็ยกมือขึ้นไหว้แล้วรีบดึงเอาหนังสือนั้นไป จากนั้นสามเณร ลุนก็หายตัวไปโดยไม่มีใครทราบ  ช่วงที่หายไปนั่นเองท่านได้ไปศึกษาวิชาจากฤาษีพระยาจักรสรวง   จนสำเร็จวิชา แล้วจึงกลับมาที่วัดบ้านเวินไซ อีกครั้ง จากนั้นท่านก็อยู่ประจำที่นั้นตลอดมา จนอายุครบอุปสมบทจึงได้ อุปสมบทเมื่อ อายุ ๒๐ ปี ที่วัดนาคนิมิต  หลวงพระบางโดยมี พ่อถ่านจันที   อคฺคมโน  เป็นพระอุปัชฌาย์  พ่อถ่าน หลวง  ปุณฺณวงฺโส เป็นพระกรรมวาจา  พ่อถ่านก้อม  โสคมโน  เป็นพระอนุสาวนาจารย์ 
         เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว  ก็ประจำอยู่ที่วัดเวินไซ  หลวงปู่เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยมาก มีความรู้แตก ฉานในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี มุ่งเน้นไปในทางปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากหลวงปู่มีความแตกฉานในทุก ๆ ศาสตร์ จึงได้แต่งตำราเกี่ยวกับวิชาอาคม ตำรายาสมุนไพร และตำราอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ส่วนเรื่อง อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ของหลวงปู่นั้นมีการกล่าวถึงกันมากมาย  มีตำนานเรื่องเล่าของท่านสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้
         หลวงปู่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ที่สมเด็จพระมหาญาณเถระ  กตปุญฺโญ   และอยู่เป็นที่พึ่งของลูกหลาน รวมสิริอายุได้ ๑๐๘ ปี จึงได้มรณภาพ  ยังความเศร้าโศกเสียใจให้เกิดขึ้นแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย คณะศิษยา นุศิษย์ได้จัดสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิของหลวงปู่ไว้ ที่วัดบ้านเวินไซ เมืองโพนทอง  แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ส่วน ที่ตั้งเมรุเผาศพของท่านนั้นได้เกิดเป็นต้นโพธิ์ใหญ่ขึ้น ๕ ต้น ระยะหลังได้จัดตั้งวัดขึ้นอีกชื่อว่า วัดโพธิ์เวินไซ มาจนกระทั่งทุกวันนี้

ตำนานและที่มาของอักขระยันต์

Posted in ยันต์ on เมษายน 15, 2008 by amulet


           ในครั้งพุทธกาลพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก แต่หลังจาก การสังคายนาพุทธศาสนาครั้งที่ ๓ (ตติยสังคายนา) แล้ว พระ พุทธศาสนาในอินเดียเริ่มร่วงโรยลง และต่อมาได้ย้ายไปประดิษฐานในลังกา ศาสนาพุทธกับพราหมณ์ในอินเดียสมัยนั้น ได้ผสมผสาน กันมา จนเกิดมีลัทธิ พุทธตันตระ (ลัทธิพุทธศาสนาอันเกี่ยวกับการใช้คาถาอาคม)เกิดขึ้น อีกลัทธิหนึ่ง

          ศาสนาพราหมณ์ในขณะนั้น มีความมั่นคงเลื่อมใส ในลัทธิไสยศาสตร์มาก มีการใช้เวทมนตร์คาถาเป่าพ่นปลุกเสกและลงเลขยันต์ ประกอบ อาถรรพณ์ต่างๆแม้ในทางพระพุทธศาสนาก็ใช่ว่าจะปฏิเสธเสียทีเดียว เพราะ พระพุทธศาสนาเองก็ยังมีคุณอัศจรรย์ ที่จัดเป็น ปาฏิหาริย์ไว้ ๒ อย่าง คือ

๑. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนที่เป็นอัศจรรย์

๒. อิทธิปาฏิหาริย์ ฤทธิ์ที่เป็นอัศจรรย์ถึงกับ พระพุทธเจ้าได้ทรงยกย่อง พระโมคคัลลานะ เถระไว้เป็น ยอดของพระภิกษุที่ทรงอิทธิฤทธิ์ หากแต่ พระองค์ไม่ทรงยกย่อง อิทธิปาฏิหาริย์เท่ากับ อนุสาสนีปาฏิหาริย์

          การใช้เวทมนตร์คาถานั้น ผลสำเร็จ จะเกิดขึ้นได้ก็อยู่ที่ดวงจิตสำรวมเป็นสมาธิ และสมาธินี้ท่านจัดบาทฐาน แห่ง วิปัสสนาญาณถึงแม้หาก ว่าปุถุชนเราจะบรรลุได้อย่างสูงไม่เกินฌานสมาบัติก็ตามกระนั้นก็สามารถที่จะแสดง อิทธิฤทธิ์ ได้ตามภูมิของตน เช่น พระเทวทัตต์หนแรกที่เธอได้รูปฌาน เธอก็ยังสามารถบิดเบือน แปลงกายกระทำอวด ให้อชาตศัตรูกุมารหลงใหลเลื่อมใสได้

        ส่วนอารมณ์ของรูปฌานนั้น ท่านใช้กสิณบ้างใช้คาถาบริกรรมบ้าง สุดแต่นิสัยของผู้บำเพ็ญปฏิบัติ โดยเฉพาะ ที่ใช้คาถาบริกรรมนั้น ผู้บริกรรม จะรู้ถึงเนื้อความของคาถาที่บริกรรมนั้น หรือไม่ก็ตามนั่นมิใช่สิ่ง ที่เป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะความมุ่งหมายต้องการแต่จะให้สมาธิเท่านั้น


เพื่อผลในทางอิทธิปาฏิหาริย์ที่ตนมุ่งหวังปรารถนา และการทำ สมาธิแบบนี้ ได้เจริญ แพร่หลาย มากขึ้น ได้เกิดมีคณาจารย์มุ่งสั่งสอนเวทมนตร์กัน และได้ดัดแปลงแก้ไขวิธีการทางไสยศาสตร์ ของพราหมณ์มาใช้ โดยคัดตัดตอนเอาเนื้อมนต์ของพราหมณ์นั้นออกเสีย บรรจุพระพุทธมนต์ แทรกเข้าไปแทน เพราะมาคิดเห็นกันว่ามนต์พราหมณ์ยังเรืองอานุภาพถึงอย่างนี้ ถ้าหากว่า เป็นพุทธมนต์ คงจะยิ่งกว่าเป็นแน่
          ฉะนั้นในการใช้เวทมนตร์คาถาที่พวกเราพุทธศาสนิกชนปฏิบัติกันทุกวันนี้ จึงล้วนแล้วแต่เป็นพระพุทธมนต์ที่ท่าน โบราณาจารย์ดัดแปลง แก้ไขเลียนแบบอย่างวิธีทางลัทธิไสยศาสตร์เดิมมาเท่านั้นหาใช่เป็นลัทธิไสยศาสตร์ ของพราหมณ์ดังที่บางท่านเข้าใจกันไม่

         การรวบรวมคัมภีร์พระเวท อย่างจริงจังเกิดขึ้นในสมัย เจ้าพระคุณพระมงคลราชมุนี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ฯ แต่เมื่อครั้ง ยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสัจจญาณมุนีอยู่นั้นพระคุณท่านเป็น ผู้สนใจในศาสตร์ ประเภทนี้อยู่มาก จึงได้พยายามรวบรวมขึ้นไว้จากสรรพตำราต่างๆ ส่วนมากเป็นของ สมเด็จ พระสังฆราช (แพ) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาจารย์ของท่าน อันได้รับสืบต่อมาจาก สมเด็จพระวันรัต (แดง) ท่านได้ตั้ง ปณิธานที่จะให้วิชาเหล่านี้ได้เผยแพร่ต่อไปเพราะเกรงว่าจะสาบสูญเสียหมด

       ในการรวบรวมคัมภีร์พระเวทเหล่านี้ข้อความบางแห่งพอ ที่จะมี ต้นฉบับสอบทาน ก็ได้จัดการ สอบทานแก้ไข ให้ถูกต้อง ตามต้นฉบับเดิม ซึ่งได้คัดลอกสืบต่อกันมา แต่ก็ยังมีอักขระ เนื้อมนต์นั้นบางทีก็มีความ คลาดเคลื่อนไปบ้าง สำหรับบทที่หาต้นฉบับ สอบทานไม่ได้ ก็คงไว้ ตามรูปเดิม ซึ่งถ้าหากได้ผ่านสายตาท่าน ผู้รู้ทั้งหลายก็ได้โปรด กรุณา แก้ไขต่อเติมเสีย ให้ครบถ้วน เพื่อจะได้เป็นตำราที่ถูกต้องบริบูรณ์ ดุจต้นฉบับ ของเดิมเพื่อเป็นการเทิดทูน วิทยาการอันประเสริฐ รวมทั้งได้ดำรงคงอยู่เป็นแนวศึกษาของชั้นหลังสืบต่อไป

       ยันต์ ถือว่าเป็น วิชาที่มีมาคู่กับชาติไทยเราแต่ครั้งบรรพกาล เพี้ยน มาจากคำว่า ยัญญ์ เป็นภาษาบาลีแปลว่า สิ่งที่มนุษย์ พึงเซ่น สรวงบูชา ให้มีความสุข ความเจริญ แต่ภาษาไทยเราเปลี่ยนเขียนเป็น ยันต์ ซึ่งหมายถึง รอยเส้น ที่ขีดขวางไปมาสำหรับลง คาถา

เพื่อความชัดเจน ของอักขระ (อักษรที่ลง) ครูอาจารย์สมัยโบราณจึงคิดทำเป็นตารางบ้าง (รูปเคารพ ปูชนียวัตถุต่างๆ บ้าง) แล้วเขียนอักษรลงไปในตารางหรือ รูปภาพที่คิดขึ้น เช่น เสือ สิงห์ หนุมาน ฯลฯ) จึงได้บังเกิดรูปยันต์ต่างๆ ตามที่เรานิยมนับถือกันในปัจจุบันนี้

       ยันต์จำเป็นอย่างยิ่งที่ใช้ในวิชาไสยศาสตร์ ไม่ว่าเป็นชาติใดภาษาใด ที่นับถือความศักดิ์สิทธิ์ ความขลังของ พระเวท คาถาอาคมหรือพุทธมนต์ในศาสนาพุทธก็ใช้ยันต์ เพื่อลงอักขระ

(อักษร)หรือตัวเลขด้วยกันทั้งนั้น นอกจากนี้แล้วการเขียนยันต์ยังปรากฏในตำราทุกชาติทุกภาษาอีกด้วย ถ้าเป็นยันต์พวกอาหรับที่แพร่หลาย หรือแม้แต่ยุโรปส่วนใหญ่ มักลงตัวเลขในยันต์ทั้งนั้น (ตัวเลขเป็นเกณฑ์กำลังของดวงดาวต่างๆ)

     การลงยันต์เป็นตัวเลข (แท้จริงๆ ก็เป็นเครื่องย่อของอักขระอีกทีหนึ่ง เพื่อเป็นการประหยัดเนื้อที่ จึงย่อรวมลงใช้เป็น ตัวเลขแทนเช่น จะเขียนคาถาว่า อะสังวิสุโลปุสะพุภะ (นวหรคุณ) ก็ให้เขียนเลข ๙ ลงไปแทนแล้วภาวนาเพื่อความ มั่นคงแห่งจิต ก็ให้ภาวนาว่า อะสังวิสุโลปุสะพุภะ นั่นเอง ๓ ๕ ๗๙

(อาจหลายครั้งก็ได้)

        ตำรายันต์ของไทยเราที่เป็นตัวเลข เช่น ยันต์จัตุโร ยันต์โสฬสมงคลยันต์ตรีนิสิงเห ลงเป็นตัวเลขเช่นกัน ลงพิสดารกว้างขวางมากส่วนประเทศในเอเชียมักลงยันต์เป็นตัวอักษรเป็นส่วนมาก (จีน ลาว พม่า ไทย ทิเบต ฯลฯ)

       โบราณาจารย์ท่านถือว่า เส้นยันต์นั้น เปรียบเสมือน สายรกของพระพุทธเจ้า แล้วแต่นิยม เช่น ยันต์กลม หมายถึง พระพักตร์ของพระพุทธเจ้า หรือของพระพรหม

         ยันต์สามเหลี่ยม หมายถึง พระรัตนตรัย (คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) หรือเทพเจ้าทั้งสาม ได้แก่ (พระพรหม อิศวร พระนารายณ์)

         ยันต์สี่เหลี่ยม หมายถึง ธาตุทั้ง ๔ จตุราริยสัจจ์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ (ทุสะนิมะ)

ยันต์บางชนิดทำเป็นรูปเทวดา (เทพ) มนุษย์ รูปหนุมาน รูปราชสีห์ เสือและรูปอื่นๆ ซึ่งแล้วแต่คตินิยมของเกจิอาจารย์ มาตั้งแต่สมัยโบราณ

          การเขียนยันต์มีข้อห้ามอย่างหนึ่ง คือห้ามมิให้ลงอักขระหรือเลข ชนกันหรือก้าวก่ายกันกับ เส้นยันต์เป็นอันขาดมิฉะนั้นยันต์จะเสีย ใช้ไม่ได้

         ประเทศไทยเท่าที่พบอักขระ ที่ใช้ลงในยันต์นั้น เฉพาะ วิชา ไสยศาสตร์ ของไทยใช้อักษร (อักขระ) เป็น อักขระขอมเพราะถือ ว่าเป็นอักษรที่ศักดิ์สิทธิ์จะมีอักษรไทยลงในยันต์อยู่บ้าง ใช้กันแถว ภาคใต้ ลงด้วย อักขระพระเจ้า (นอโม ๒๙ตัว) ซึ่งถือว่าเป็น กำเนิดปฐม อักขระ เช่น อ นอ โม พุ ทอ ธา ยอ สิ ทอ ธม ออ อา อิอี อึ อื อุ อู ฤ ฤา ฦ ฦา เอ แอ ไอใอ โอ เอา อำ อะ ฯ….

          ในภาคกลาง ภาคเหนือ และอีสาน ส่วนมาก คงลงเป็น รูปอักขระขอม ขอมลาว (อักขระธรรม) บางยันต์ก็ใช้ตัวเลขแทน อักขระ ลงไปหลายๆ คำ ทั้งช่องยันต์ที่จะลงก็จำกัดที่ จึงใช้เป็นตัวเลขแทน เช่น จะเขียนหัวใจ นวหรคุณ (อะสังวิสุโลปุสะพุภะ ฯ………) ก็ใช้เขียนเลข ๙ แทนลงไป หรือหัวใจอื่นๆก็ลงตัวเลขแทน เช่นเดียวกับ พระ อภิธรรม ๗ คัมภีร์ (สังวิชาปุกะยะปะ ฯ…) เขียน ๗ แทนลงไป

 

 

ตำนานพระฤาษีโภคทรัพย์ ๕ พระองค์

Posted in คาถาอาคม, มหาฤษี on มีนาคม 6, 2008 by amulet

     

         ในสมัยอดีตกาล พระเจ้าจักรพรรดิทัลหเนมิ เมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนไป พระองค์จึงทรงผนวชเป็นฤาษีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เมื่อผนวชแล้วมีนามว่ามีพระนามว่า พระราชฤาษีจักรพรรดิ ทัลหเนมิ พระราชฤาษีจักรพรรดิเคยฟังธรรมของ พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมาเมื่อผนวชเป็นราชฤาษีแล้ว ทรงสำเร็จอานาคามิมรรค อานาคามิผลเมื่อสิ้นชีพแล้ว อุบัติอยู่ในสุธาวาสพรหมโลก
      พระราชโอรสองค์ใหญ่ ของพระเจ้าจักรพรรดิทัลหเนมิ อำมาตย์ และมหาอำมาตย์ ทรงถือเพศเป็นฤาษี ขณะพระราชา ประพฤติจักกวัตติวัตร และคณะอำมาตย์ ประพฤติธรรมเป็นประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ในภายหน้า พระราชา และคณะอำมาตย์ทั้ง ๔ ประพฤติธรรมได้ ๓ วัน สรีระที่เคยทรวดทรงดี ก็กลับกลายเป็น สรีระที่อ้วนพี สมลักษณะเจ้าแห่งโภคทรัพย์ พระราชโอรสองค์ใหญ่ ของพระเจ้าจักรพรรดิทัลหเนมิ เป็นพระฤาษี นามว่า พระฤาษีธรรมราชาบดี
อำมาตย์ทั้ง ๔ แปลงเพศเป็นฤาษี มีนามดังนี้ อำมาตย์คลังทอง มีนามว่า พระฤาษีคลังทอง อำมาตย์คลังแก้วแหวนแปลงเพศเป็นฤาษีนามว่า พระฤาษีคลังแก้วแหวน(พระฤาษีโภคทรัพย์) อำมาตย์คลังธัญญาหาร แปลงเพศเป็นฤาษีนามว่า พระฤาษีธัญญาหาร(พระฤาษีโภสพ) อำมาตย์คลังสินค้า แปลงเพศเป็นฤาษีนามว่า พระฤาษีคฤหบดีฤาษีทั้ง ๕ ตนได้ฟังธรรมจาก พระราชฤาษีจักรพรรดิทัลหเนมิ
      พระฤาษีทั้ง ๕ เป็นที่นับถือของคนทั่วไป ผู้คนทั้งหลายไปฟังธรรมจากพระฤาษีทั้ง ๕ ตนนี้ทุกวัน ๑๕ ค่ำในจักกวัตติวัตรธรรม ธรรมที่เป็นประโยชน์ในปัจจจุบัน ธรรมที่เป็นประโยชน์ในภายหน้า ธรรมที่ทำให้ทรัพย์ไหลเข้าธรรมที่ทำให้ทรัพย์ไหลออก เหตุแห่งความเสื่อม เหตุแห่งความเจริญ บุคคลทั้งหลายได้ฟังธรรมจากพระฤาษีทั้ง ๕ ตนแล้ว ย่อมมีแต่ความเจริญ ในกาลภายหลังพระฤาษีทั้ง ๕ ตน ได้สำเร็จอานาคามิมรรค อานาคามิผล

 —————————————-

วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร

พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร รวบรวม เรียบเรียง

—————————

พระคาถาบูชาขอพร

พระฤาษีโภคทรัพย์ ๕ พระองค์

   (ให้ว่า นะโม ๓ จบ)

พุทธังชีวิตตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณังคัจฉามิ
อิติปิโสภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะ
โต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ
อุอากะสะ อากะสะอุ กะสะอุอา สะอุอากะ สะกะอาอุ
นะชาลีติ นะชาลีเต หังชาลีติ พะลิราชา ปิยังมะมะ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิมา มา
นะ โมพุท ธา ยะ 
 

    ขอเรียนเชิญประชาชน ผู้ที่สนใจ เข้าอบรม เรียนสมถะวิปัสสนากรรมฐาน
  ได้ที่วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) คณะ ๕ ซอยอิสระภาพ ๒๓ แขวงวัดอรุณ
  อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. ๐๒-๔๖๕–๒๕๕๒

คาถาแก้จน

Posted in คาถาอาคม on กุมภาพันธ์ 29, 2008 by amulet

คาถาแก้จน หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี

ไม่ยอมเรียน หรือจะรู้      ไม่ยอมดูหรือจะเห็น

ไม่ยอมทำหรือจะเป็น      จะลำเค็ญย่ำแย่ จนแก่ตาย

( จากปฏิทินปี 48 เดือนมี.ค.-เม.ย.)

พระคาถาสิวลี ภาวนาเพื่อให้ชีวิตไม่ขาดเงินและเกิดโชคลาภ

Posted in คาถาอาคม, พระเครื่อง on กุมภาพันธ์ 29, 2008 by amulet

พระคาถาสิวลี ภาวนาเพื่อให้ชีวิตไม่ขาดเงินและเกิดโชคลาภ

——————————————————————————–

คาถาบูชาพระสิวลี (หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท)

สีวะลี จะ มะหาเถโร ปัจจะยะลาภะปูชิโต มะนุสโสเทวะตาอินโท

พระมายะโม ยักขาวา ปิตัสสะ นิรันตะรัง ปะนะ ลาภะ สักการเรอาเน็นติ

นิจจัง สิวะลิดเถรัสสะลาโภจะ สักกาโร โหติ สีวะลีมะหาเถรันจะปูชะกัสสะ

สะทาวาปิ คาถันจะ สังวัดตะนัสสะลาโภจะ สักกาโรโหติเถรัสสะ อานุภาเวนะ

ลาโภเมโหตุสัพพะทาเอเตนะ สัจจะวัดเชนะ ลาโภเมโหตุ สัพพะทาฯ

คำอาราธนาพระสิวลี

สีวลี จะ มะหาเถโร เทวะตา นะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ

สีวลี จะ มะหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง

วันทามิ สัพพะทา สีวลี เถรัสสะ เอตัง คุณัง สวัสติลาภัง ภะวันตุ เมฯ

คำบูชาพระสิวลี

อิมินา สักกาเรนะ สีวลีเถรัง อะภิปูชะยามิ

เมื่อบูชาแล้วกำหนดภาวนาในใจว่า

สีวลี จะ มะหาเถโร อินโท พรัมมาจะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง ประสิทธิเม

เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุเมฯ

คำอธิษฐานขอลาภจากพระสิวลี (แต่งโดยหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง ) คำไหว้บูชาขอลาภจากพระฉิมพลี (พระสีวลีเถระ) มีดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง มะหาสีวลี เถโร มะหาลาโภ โหติ มะหาสีวลี เถโร ลาภัง เม เท ถะ

พระคาถาหัวใจพระฉิมพลี

สาธุ สิวลีจะมหาเถโร

นะชาลิติ ปะสิทธิลาภา ปะสันนะจิตตา สะทา โหนติ ปิยัง มะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา สัพเพทิสา สะมาคะตา กาละโภชะนา วิภาละโภชะนา อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ ปิยัง มะมะ

คาถาบูชาพระสิวลี (แบบย่อ)

สีวลี จะ มหาเถโร ชัยยะสิทโธ มหิทธิโก เถรัสสะ นุภาเวนะ

คาถาเวลาไปติดต่อธุรกิจ

นะ ชาลีติ ปะสิทธิลาภา

คาถาขอลาภพระสีวลี ( ประจำวัน )

วันอาทิตย์ (ให้ภาวนา ๖ จบ )

ฉิมพะลี จะ มหานามัง สัพพะลาภัง ภะวิสสะติ เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยัง มะมะ ฯ

วันจันทร์ ( ให้ภาวนา ๑๕ จบ )

ยัง ยัง ปุริโสวา อิตถีวา ทูเรหิวา สะมีเปหิวา เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยัง มะมะ ฯ

วันอังคาร ( ให้ภาวนา ๘ จบ )

ฉิมพะลี จะมหาเถโร โสะโห ปัจจะยาทิมหิ เชยยะลาโภ มหาลาโภ สัพพะลาภา ภะวันตุ สัพพะทา ฯ

วันพุธ ( ให้ภาวนา ๑๗ จบ )

ทิตติตถะภะเวราชา ปิยาจะ คะระตุเม เย สารัตติ นิรันตะรัง สัพพะสุขาวะหา ฯ

วันพฤหัสบดี ( ให้ภาวนา ๑๙ จบ )

ฉิมพะลี จะ มหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทา ฯ

วันศุกร์ ( ให้ภาวนา ๒๑ จบ )

ฉิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะรปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหติ สัพพะลาภะ ภะวันตุ สัพพะทา ฯ

วันเสาร์ ( ให้ภาวนา ๑๐ จบ )

ฉิมพะลี จะ มหานามัง อินทาพรหมา จะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง ปะสิทธิ เม เถรัสสานุภาเวนะ สะทา สุขี ปิยัง มะมะ ฯ

ใครเกิดวันไหนก็ให้ท่องพระคาถาประจำวันนั้นๆ แต่คนโบราณจะนิยมสวดภาวนาทุกวัน โดยสวดตามพระคาถาในวันนั้นๆ เช่น วันจันทร์ก็สวดบทประจำวันจันทร์ วันอังคารก็สวดบทประจำวันอังคาร

คาถาพระสีวลี แบบโบราณ

สาธุ สีวลีจะมหาเถโร อุกาสะฯ

ข้าพระพุทธเจ้า ขออาราธนา พระอภิญญา พระปฎิสัมภิทา พระบุญฤทธิ์ ลาภสักการะ ของสมเด็จพระสิวลีอรหันตเถรเจ้า

จงมาบังเกิดในจักษุทวาร มโนทวาร กายทวาร ของข้าพพุทธเจ้า

ขอคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยสังฆเจ้า คุณพระอริยสัจธรรม ทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ คุณพระสิวลีพระอรหันตเถรเจ้า ผู้มีความศักดิ์สิทธิ์ทรงศักดานุภาพเป็นอันมาก เหมือนสมัยที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่นั้น ลาภสักการะสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอันมาก ลาภสักการะหลายสิ่งหลายอย่างเป็นอันมาก ได้เกิดแก่พระผู้เป็นเจ้า จนสามารถเลี้ยงภิกษุได้หลายร้อยรูปมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในที่ทุกแห่งที่ท่านร่วมตามเสด็จไปด้วย พระผู้เป็นเจ้าเป็นที่สักการบูชา ของเทวดาและมนุษย์เป็นอันมากฉันใด ก็ดี

ขอเดชะพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยสังฆเจ้า พระอริยสัจธรรมทั้ง แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ คุณพระสิวลีอรหันตเถรเจ้า จงมาบังเกิดเป็นที่พึ่ง แก่ข้าพระพุทธเจ้า

ด้วยเหตุที่ชีวิตของข้าพพุทธเจ้า ซึ่งได้เกิดมาดิ้นรนอยู่บนพื้นดิน ในท่ามกลาง ศาสนบัญชรของพระชินเจ้า มีความจำเป็นด้วยทรัพย์สิน เงินทองเป็นอันมาก หากขาดทรัพย์สินเงินทองเสียแล้ว ชีวิตจะอับเฉา และ เป็นทุกข์

เพราะเหตุฉะนี้นั้น ขอเดชะพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยสังฆเจ้า คุณพระอริยสัจธรรมทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ คุณพระสิวลีอรหันตเถรเจ้า จงมาบังเกิด เป็นที่พึ่งของข้าพพุทธเจ้า บันดาลให้ทรัพย์สินเงินทองหลั่งไหลมาสู่ชีวิตข้าพระพุทธเจ้า เดือนละหลายพัน หลายหมื่น หลายแสน หลายล้าน ในหลายด้านหลายกรณี เหมือนหนึ่งลาภสักการะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอันมาก ลาภสักการะหลายสิ่งหลายอย่างเป็นอันมาก อันได้บังเกิดแก่พระสิวลีอรหันตเถรเจ้านั้น เทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

ของที่ต้องเตรียมในการบูชาพระสีวลี

ดอกไม้สีขาว ๓ ดอก

ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ๓ ดอก

ดอกบัว ๓ ดอก

น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ ๑ ถ้วย

ธูป

เทียน

วันพฤหัสบดีให้เพิ่ม น้ำผึ้ง ๑ ถ้วย

วันเสาร์ให้ถวายอาหารทะเล หรือ อาหารจากต้นดอกบัว

การแก้บนพระสีวลี

น้ำมะพร้าวอ่อน

กล้วยหอม

การทำบุญเลี้ยงพระ ๑ ครั้ง

ที่มา : หนังสือคาถา สวดมนต์

คาถาบูชา พระฤาษี 108

Posted in มหาฤษี on กุมภาพันธ์ 27, 2008 by amulet

คาถาบูชาพ่อแก่ พระฤาษี 108 พระองค์ คาถาบูชาพ่อแก่

นะโม ตัสสะ พะคะวะโต อะระหะโต
สัมมา สัมพุท ตัสสะ (3 จบ)

อุกาสะ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง  อะหังวันทา อาจาริยัง  สัพพะสัยยัง  วินาสสันติ สิทธิการิยะ
อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม  ทุติยัมปิ อิมัง  อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา  อาจาริยัง สัพพะสัยยัง

วินาสสันติ สิทธิการิยะ  อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม ตะติยัมปิ อิมัง  อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา
อาจาริยัง สัพพะสัยยัง  วินาสสันติ สิทธิการิยะ   อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม

คาถาบูชาพระฤาษี

โอม…อิมัสมิง พระประโคนธัพ  พระมุนีเทวา หิตาตุมเห  ปะริภุญชันตุ  ทุติยัมปิ…อิมัสมิง  พระประโคนธัพ พระมุนีเทวา  หิตาตุมเห ปะริภุญชันตุ   ตะติยัมปิ…อิมัสมิง   พระประโคนธัพ พระมุนีเทวา  หิตาตุมเห ปะริภุญชันตุ

คาถาบูชาพระฤาษี 108 (รวม)

โอม สรเวโภย ฤ ษิโภย นะมัห

บทอธิฐานขอพรพระฤาษี
(ใช้ได้กับทุกๆ พระองค์)
โอม ตวะเมวะมาตา จะบิตา ตวะเมวะ  ตวะเมวะพันธุศจะ สะขา ตวะเมวะ  ตวะเมวะวิทะยา ทรวิณัม ตวะเมวะ  ตวะเมวะสรวัม มะมะ เทวะ เทวะ

คาถาบูชาพระบรมครูแพทย์ชีวกโกมารภัจ

โอม นะโม ชีวะโก สิระสา อะหัง   การุณิโก สัพพะ สัตตานัง โอสะถะ   ทิพพะมันตัง ปะภาโส สุริยา จันทัง
โกมาระภัจโจ ปะกาเสสิ บัณฑิตโต  สุเมธะโส อะโรคะยา สะมะนา โหมิ
 

วงการพระเครื่องไทย

Posted in พระเครื่อง on กุมภาพันธ์ 27, 2008 by amulet

    

          วงการ “พระเครื่อง” ในเมืองไทยปัจจุบันพัฒนาก้าวไปไกล  ไม่ได้จมปลักกับแผงขายพระเครื่องโทรม ๆ  หรือสภากาแฟเก่า ๆ   แต่ตอนนี้ วงการพระเครื่องในเมืองไทยขึ้นห้างสรรพสินค้าหรูเริ่ดเตลิดไปเรียบร้อยแล้ว             แม้กระทั้งงานมหกรรมการประกวด การอนุรักษ์พระเครื่อง พระบูชา และเหรียญคณาจารย์   คนที่สนใจพระเครื่องทั้งประเภท “เซียนใหญ่” ขาประจำ  ขาจร จนกระทั่งถึง “มือใหม่หัดขับ” ก็ไปชุมนุมกันในวันประกวดพระเครื่อง             บ้างก็ไปส่งพระเข้าประกวด   บ้างก็ไปดูไปทัศนศึกษา  บ้างก็ไปหาซื้อหาเช่าพระ    

 …..นี่แหละวงการพระเครื่องเมืองไทยที่ไม่ธรรมดา            ธุรกิจบนนเส้นทางสายนี้ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฟันธงว่าปี 2548 มีมูลค่าสูงถึงเกือบ 20,000 ล้านบาท และธุรกิจเหล่านี้ยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะยังมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 10-20 ต่อปี                  ขอฉายย้อนหลังไปหน่อยเพื่อให้เห็นภาพโดยรวมว่า วงการนี้มีเม็ดเงินหมุนเวียนคล่องตัวมากขึ้น โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพระเครื่องที่น่าสนใจได้แก่  -ธุรกิจการสร้างพระเครื่อง    -ธุรกิจแผงพระหรือศูนย์พระเครื่องในประเทศและต่างประเทศ    -ธุรกิจโฆษณา    -ธุรกิจรับจำนำพระเครื่องหรือธนาคารพระเครื่อง                     คราวนี้ก็มาดูธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ กันบ้างก็ได้แก่  ธุรกิจทำกรอบพระ หรือ ตลับพระ  ราคาจำหน่ายกรอบสำเร็จรูปสแตนเลสก็กรอบละ 50 - 200 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำกรอบและขนาดของพระเครื่อง   ถ้าเป็นตลับเงิน ตลับทองก็แพงขึ้น ธุรกิจบริการ “อัดพระ”  ประทานโทษ !!!  อย่าเพิ่งตกอกตกใจคิดไกลไปป็นอื่น !!!         บริการประเภทนี้คือ บริการ “อัดพลาสติกพระเครื่อง” แต่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “ อัดพระ “ เคยมีร้านแถวสนามพระเครื่องท่าพระจันทร์ขึ้นป้ายว่า “ ที่นี่…รับอัดพระ “ เล่นเอาพระคุณเจ้าเห็นแล้วไม่ค่อยกล้าย่างกายไปแถวนั้น   การอัดพลาสติกก็แล้วแต่ขนาด รูปแบบ ลวดลาย  เฉลี่ยราคาประมาณองค์ละ 50 -150 บาท ธุรกิจหนังสือพระเครื่อง    ในปัจจุบันมีประมาณ 40 ฉบับ โดยหนังสือพระเครื่องเหล่านี้จะมีโฆษณาต่างๆเกี่ยวกับพระเครื่อง   หนังสือพระเครื่องแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ          หนังสือพระที่จะมีการนำเสนอราคากลางหรือราคาตลาดของพระเครื่องแต่ละรุ่น ซึ่งนิยมเรียกกันในหมู่นักเลงพระว่า หั่งเช้งพระเครื่อง โดยยอดจำหน่ายหนังสือพระเครื่องประเภทนี้เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ธุรกิจรับจำนำพระเครื่องเฟื่องฟู         หนังสือพระอีกประเภทหนึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับวิชาการด้านพระเครื่อง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาทำหนังสือพระเครื่องเล่มพิเศษ  พิมพ์สี่สี ปกแข็ง  เสนอเรื่องเกี่ยวกับพระเครื่องยอดนิยม เช่น  พระชุดเบญจภาคี  พระเครื่องหลวงปู่ทวด  พระเครื่องเจ้าคุณนรฯ  พระเครื่องหลวงปู่โต๊ะ  พระเครื่องสายจตุคามรามเทพ   พระเครื่องชนะการประกวด ฯลฯ  สนนราคาก็มีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ธุรกิจรับถ่ายภาพพระเครื่อง   เริ่มเฟื่องฟูในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา มีผู้รับถ่ายภาพพระเครื่องกระจายอยู่ตามศูนย์พระเครื่องต่างๆทั่วประเทศ ค่าบริการขึ้นกับชื่อเสียงของช่างภาพและสถานที่เป็นหลัก (ราคาอยู่ในระหว่าง 40-50 บาทต่อภาพ) ภาพถ่ายพระเครื่องนั้นมีการนำไปใช้งานหลายด้านคือ ใช้ในการนำเสนอให้เช่า(ขาย)พระเครื่อง ใช้ประกอบการขอรับใบรับรองว่าพระเครื่ององค์นั้นแท้หรือไม่ ใช้ประกอบใบประกาศของงานประกวดพระเครื่อง-พระบูชา และแม้กระทั้งใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีในกรณีที่พระเครื่ององค์นั้นถูกโจรกรรม เนื่องจากพระเครื่อง-พระบูชาแต่ละองค์นั้นมักจะมีตำหนิที่แตกต่างกันพอที่ให้ผู้ชำนาญแยกแยะได้         ธุรกิจการจัดประกวดพระเครื่อง  นับว่าเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่น่าจับตามอง  เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาการจัดประกวดพระเครื่องนั้นมีการจัดเพียงเดือนละครั้ง แต่ในปัจจุบันมีการจัดกันแทบทุกอาทิตย์ และมีการพัฒนาโดยมีธุรกิจต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง จำนวนรายการพระเครื่องที่เข้าประกวดก็เพิ่มขึ้นเป็นหลักพัน            ปัจจุบันการประกวดแต่ละครั้งมีพระเครื่องไม่น้อยกว่า 1,500 รายการ ดังเช่นล่าสุด  งานประกวดพระเครื่องที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค  บางนา  กรุงเทพฯ  รวมพระประเภทต่าง ๆ กว่าสองพันรายการ เก็บค่าส่งเข้าประกวดองค์ละ  400  บาทรวด    รายรับ-รายจ่ายของธุรกิจการจัดประกวดพระเครื่องนั้นแยกออกได้เป็นดังนี้  ด้านรายรับมาจากค่าผ่านประตูปกติจะเก็บประมาณ 20 - 50บาทต่อคน ค่าแผงจรเก็บประมาณโต๊ะละ 150- 300 บาท ค่าส่งพระเข้าประกวดประมาณองค์ละ 200-500 บาท และเงินบริจาคซึ่งได้จากคณะกรรมการและแผงจร  ส่วนด้านค่าใช้จ่ายนั้นแยกเป็นค่าเลี้ยงรับรองกรรมการซึ่งนิยมจัดก่อนวันงานประกวด 1 วัน  ค่าเช่าสถานที่ ค่าอาหารเลี้ยงกรรมการและสื่อมวลชน ค่าถ่ายภาพพระเครื่องและใบประกาศ ค่าของรางวัล และค่าพิมพ์แผ่นพับเพื่อประชาสัมพันธ์งานประกวด ซึ่งคณะผู้จัดการประกวดพระเครื่องต้องมีการยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่ายส่งให้กับสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง-พระบูชาไทยรับทราบ ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินการและเพื่อประกอบการพิจารณาในการขออนุญาตจัดงานประกวดพระเครื่องครั้งต่อไป  นอกจากนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการพระเครื่องและอยู่ควบคู่กับวงการพระเครื่องมานานแล้ว คือ อุปกรณ์การสะสม เช่น ตลับใส่พระ สร้อยคอ แหนบแขวนพระ กล่องใส่พระ รวมทั้งร้านทองรูปพรรณต่างๆที่รับเลี่ยมพระ และจำหน่ายกรอบพระ ตลอดจนร้านจำหน่ายเครื่องเงินที่รับทำกรอบพระและตลับใส่พระเครื่อง แม้แต่ช่างไม้ที่รับทำฐานรองพระบูชา ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการพระเครื่อง และมีแนวโน้มเติบโตควบคู่กับไปธุรกิจพระเครื่องด้วยเช่นกัน                     สื่อที่ใช้ในการซื้อขายพระเครื่องในปัจจุบัน   นอกจากสื่อประเภทสิ่งพิมพ์แล้ว  สื่ออินเตอร์เน็ต  กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สามารถเข้าไปซื้อขาย ประมูลราคากันได้ตลอด 24  ชั่วโมง    ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก  ประเทศไหน ทวีปไหนก็ซื้อ ขายกันได้ด้วยอภิมหาเครือข่ายอินเตอร์เน็ต                   มาถึงตอนนี้ก็คงพอมองเห็นภาพโดยรวมของธุรกิจวงการพระเครื่องแล้วนะครับว่า “มหึมา”ขนาดไหน                 ถ้ารักในการ “สะสม” หรือ “เริ่มสนใจ” ก็คงพอได้เนื้อหาสาระประดับความรู้กันบ้าง                 ก่อนจะออกสนามรบก็ต้องรู้เขารู้เราดังปราชญ์ท่านว่า  “รู้เขารู้เรา  รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”           แต่ใครไม่รู้ดันสอดขึ้นว่า         “  ข้านี่แหละ ลูกผู้ชายตัวจริงสิงห์สังเวียน  เคยเป็นนักมวยมาแล้ว  ก่อนชก…ต้องรู้เขารู้เรา” แล้วไงล่ะพ่อคุณ ผลการชกเป็นไงบ้าง       ลูกผู้ชายตัวจริงยืดอกตอบอย่างภาคภูมิว่า….. “ฝีมืออย่างข้า   ชกสิบครั้ง  แพ้น๊อคเพียงครั้งเดียว” โอ้โห…แล้วไงเล่าต่อซิ….                           “……นอกนั้น  แพ้น๊อครวด  !!!!”           จากเรื่องพระเครื่องมาจบที่เรื่องจริงของ “สิงห์สังเวียน” ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่า                    นอกจาก “รู้เขารู้เรา”แล้ว  ยังต้องมี “ฝีมือ”  บวกกับ “ดวง ” อีกด้วย  

ผ่าธุรกิจพระเครื่องเมืองไทย

Posted in พระเครื่อง on กุมภาพันธ์ 27, 2008 by amulet

 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพระเครื่องแยกเป็นดังนี้
1.ธุรกิจการสร้างพระ
ในกระบวนการสร้างพระเครื่องนั้นต้นทุนการผลิตแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัสดุมวลสาร ปริมาณการสร้างแต่ละครั้ง วิธีการสร้าง ขนาดของพระเครื่องที่จะสร้าง การประกอบพิธีพุทธาภิเษก และการโฆษณาประชาสัมพันธ์การสร้างพระเครื่องในแต่ละรุ่น กล่าวคือ การสร้างพระเครื่องนั้นจะแยกเป็นเนื้อผง และเนื้อโลหะ โดยแยกรายละเอียดของต้นทุนการสร้างพระโดยสังเขป ดังนี้
- การสร้างพระเครื่องเนื้อผง
ค่าแกะบล็อคแม่พิมพ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังสำหรับเป็นแบบพิมพ์ กด หรือปั๊มพระเครื่องประมาณ 4,000 บาท อัตรานี้ขึ้นอยู่กับฝีมือของช่างด้วย โดยถ้าเป็นช่างฝีมือดีมีชื่อเสียง  ราคาค่าแกะบล๊อกจะสูงขึ้นเป็น 5,000 - 6,000 บาท บางรายถึงหลักหมื่น   บวกกับค่าเนื้อพระรวมทั้งค่าจ้างแรงงานสำหรับพระเครื่องทุกขนาด 3 บาท - 7 บาทต่อองค์ ซึ่งอัตราต้นทุนที่กล่าวมานี้เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น ถ้าใช้เนื้อวัสดุ หรือมวลสารที่หายากหรือเป็นที่นิยมราคาที่ให้บูชาก็จะสูงขึ้นอีก หรือมีการทำพิมพ์พิเศษ เช่น ฝังตะกรุด  โรยผงตะใบ  ปิดทอง  ก็จะมีสนนราคาเพิ่มขึ้น
-การสร้างพระเครื่องเนื้อโลหะ
ต้นทุนค่าบล๊อกประมาณ 5,000 - 7,000 บาททั้งนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือการแกะบล๊อกของช่างเช่นเดียวกับพระเนื้อผง    ค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆขึ้นอยู่กับเทคนิคการสร้างกล่าวคือ ถ้าเป็นการสร้างแบบปั๊มสำหรับเนื้อทองแดงขนาดใบมะขามต้นทุนประมาณ 2 - 3 บาทต่อองค์ เนื้อนวะโลหะ (โลหะธาตุ 9 ชนิด อาทิ ทองแดง  เงินและทองคำ) ต้นทุนประมาณ 10 – 20  บาทต่อองค์ เนื้อเงินต้นทุนประมาณ 90 – 120  บาทต่อองค์ ส่วนเนื้อทองคำนั้นแล้วแต่น้ำหนักของพระเครื่อง  ทั้งนี้ต้นทุนจะเปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนส่วนต่างๆ โดยเฉพาะประเภทของเนื้อโลหะที่ใช้และลักษณะการสร้าง
การสร้างแบบเหรียญ ต้นทุนค่าบล็อคจะเท่าๆกับการสร้างแบบพระเนื้อผง ซึ่งต้นทุนเฉลี่ยต่อเหรียญสำหรับเนื้อทองแดงประมาณ 3 - 5 บาท การสร้างแบบหล่อ ถ้าใช้เทคนิคการหล่อแบบเก่าหรือที่เรียกกันว่าเทมือหล่อโบราณ  หรือแบบเบ้าทุบนั้นราคาจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าเป็นการหล่อแบบใด
พระเครื่ององค์เดียวหรือที่เรียกว่าช่อเดี่ยว และการหล่อแบบได้พระเครื่องหลายองค์ต่อการเทแบบแต่ละครั้ง ต้นทุนจะตกประมาณ 700 - 800 บาทต่อองค์ ส่วนถ้ามีการใช้เทคนิคการหล่อแบบสมัยใหม่หรือที่เรียกกันว่าหล่อเหวี่ยงหรือแบบฉีด ต้นทุนสำหรับพระกริ่งตกประมาณ 200 บาทต่อองค์สำหรับเนื้อโลหะทั่วๆไป จะสังเกตเห็นได้ว่าต้นทุนในการสร้างพระนั้นไม่ได้สูง แต่เมื่อเทียบกับราคาพระเครื่องในท้องตลาดแล้วแตกต่างกันอย่างมากกล่าวคือ พระเครื่องเนื้อทองแดงสำหรับปรกใบมะขามราคาสูงถึง 20-30 บาทต่อองค์ เนื้อนวโลหะราคาสูงกว่า 100 บาทต่อองค์ เนื้อเงิน 300 -  500  บาทต่อองค์ เนื้อทองคำราคา 4,000 – 8,000  บาทต่อองค์ (เนื้อทองคำประมาณ 2 – 4  กรัมต่อองค์ ซึ่งคิดราคาทองที่บาทละ 9,500 บาท โดยทองคำ 1 บาท น้ำหนัก 15.2 กรัม) พระเครื่องที่เป็นเหรียญราคา 50 บาทขึ้นไป พระเครื่องเนื้อโลหะที่หล่อแบบโบราณราคา 2,000-3,000 บาทขึ้นไป
ส่วนพระเครื่องเนื้อโลหะที่หล่อแบบเทคนิคใหม่ราคา 1,500 -2,000 บาทขึ้นไป ซึ่งราคาดังกล่าวนี้เป็นราคาทั่วๆไป ยังไม่ได้รวมในกรณีที่พระเครื่องรุ่นนั้นเกิดเป็นที่นิยมราคาจะพุ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว ดังนั้นธุรกิจรับสร้างพระนั้นนับว่าเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายของธุรกิจสร้างพระนั้นต้นทุนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนค่าสร้างพระเท่านั้น ค่าใช้จ่ายส่วนที่สำคัญคือ - ค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีพุทธาภิเษก
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบพิธีที่จัด กล่าวคือ ถ้าเป็นพิธีโบราณเต็มรูปแบบนั้นต้องมีพระระดับเกจิอาจารย์เจ้าของพระเครื่องชุดนั้น 1 รูป พระเกจิอาจารย์นั่งปรก 4 ทิศ พระระดับทั่วไปอีก 32 รูป และพระสำหรับสวดชัยมงคลคาถาอีก 108 รูป ซึ่งค่านิมนต์พระระดับเกจิอาจารย์นั้นสูงถึงประมาณ 5,000 - 20,000 บาทต่อรูป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะทางและชื่อเสียงของพระเกจิอาจารย์นั้นๆ และค่านิมนต์พระทั่วๆไปประมาณ 1,000 บาทต่อรูป นอกจากนี้ยังต้องมีค่าเครื่องบวงสรวงประเภทบายศรี หัวหมู ขนมต้มแดงต้มขาว ผลไม้และอื่นๆ ตกประมาณ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายสำหรับพราหมณ์ในการประกอบพิธี
การสร้างพระในปัจจุบันไม่ค่อยมีการทำพิธีเต็มรูปแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นการประกอบพิธีแบบจัดสร้างโดยปลุกเสกเดี่ยว กล่าวคือ มีพระเกจิอาจารย์เพียงรูปเดียว และพระทั่วๆไปอีกเท่าใดก็ได้แต่ต้องเป็นจำนวนคี่ ทำให้ค่าใช้จ่ายในขั้นตอนนี้เหลือเพียง 1 ใน 10 เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการทำพิธีแบบโบราณ    อย่างไรก็ตาม วิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สำหรับผู้สร้างพระที่สร้างจำนวนไม่มากนัก คือ การขอนำพระเข้าพิธีพุทธาภิเษกร่วมกับผู้สร้างรายอื่นๆ ซึ่งทางวัดจะคิดค่าใช้จ่ายตามน้ำหนัก โดยส่วนใหญ่จะตกประมาณกิโลกรัมละ 500 บาท แต่วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก
- ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้นับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หรือกว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งโดยปกติในการสร้างพระเครื่องแต่ละครั้งจะมีการตั้งงบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไว้ประมาณ 300,000 - 400,000 บาท โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มีวิธีการจ่ายใน 2 รูปแบบด้วยกัน คือ จ่ายเป็นเงิน หรือจ่ายเป็นพระเครื่อง ซึ่งในกรณีที่จ่ายเป็นพระเครื่องนั้นจะมีการคิดราคาพระเครื่องครึ่งราคาของราคาที่ให้เช่า
แต่บางรายก็