หลวงปู่บุญ วัดทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี
Posted in พระเครื่อง on มิถุนายน 2, 2008 by amuletหลวงปู่บุญ วัดทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี
มหาเมตตา วิชาเข้มขลัง พลังศักดิ์สิทธิ์ บุญฤทธิ์บารมี
หลวงปู่บุญ โสภโณ อายุ 78 ปี 57 พรรษา ( นับเมื่อปี 2551) เป็นพระเกจิแห่งยุคอีกองค์หนึ่งที่มีวัตรปฏิบัติ งดงาม มีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ มีสมาธิจิตใจอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวมั่นคง มีบุญญาบารมีอันกว้างไกลไม่มีประมาณ ตั้งแต่พื้นราบฝั่งตะวันออกจรดภูสูงป่าดอยขุนเขาทางภาคเหนือที่ท่านรับอุปการะเด็กน้อยผู้ด้อยโอกาสชาวไทยภูเขา ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาไปแล้วว่าสองพันราย สร้างบุคคลกรให้แก่พระพุทธศาสนา ทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ทั้งพระภิกษุและสามเณรหลายร้อยรูป
นี่คือประจักษ์พยานที่เป็น”รูปธรรมสัมผัสได้” แห่งจิตอันเป็นบุญเป็นกุศลของหลวงปู่บุญ โสภโณ ประกอบกับองค์ความรู้จากการเล่าเรียนวิทยาคมกับพระเกจิอาจารย์ดังในอดีต
หลวงปู่บุญ โสภโณ บวชตั้งแต่อายุ 20 กับหลวงพ่อโด่ วัดนามะตูม เป็นอุปปัชฌาจารย์ (หลวงพ่อห่อ พระหมอต่อกระดูกเป็นพระคู่สวด ) หลวงปู่บุญยังธุดงค์ไปเรียนวิชากับครูอาจารย์อีกหลายท่าน อาทิ หลวงปู่เส็ง วัดประจันตคาม ผู้สร้างเหรียญโภคทรัพย์ นางกวักโด่งดังที่สุด
หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่านศิษย์สายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท
หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน ผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์กล่าวกับพระอาจารย์บุญว่า “ ดีจังฮู้ …ขลังเหม็ด” หมายถึง “ ดีจัง… เสกอะไรขลังหมด ”
หลวงพ่อคง วัดวังสรรรส ได้วิชาเสือสมิงมหาอำนาจมา
ขุนนครเขต ท่านขุนมีนิวาสสถานอยู่เกาะสีชัง มีเมีย 150 คน ท่านมีวิชาอาคมมหาเสน่ห์ พอตายแล้วเมียเอาผงมหาเสน่ห์ทิ้งน้ำหมด ปู่บุญได้ตำราวิชาจากท่านขุนมาองค์เดียว
หลวงปู่เคยไปอยู่วัดระฆังไปพักอยู่กับกับหลวงปู่นาค วัดระฆังไปเรียนวิชากับหลวงปู่หิน ติดขัดอะไรก็กราบถามหลวงปู่นาค ครั้งนั้นได้ทั้งพระและผงสมเด็จวัดระฆัง และสูตรการลบผงพุทธคุณตำหรับสมเด็จโต
สมัยเจ้าคุณจรัญ วัดอินทร ฯ เป็นสามเณรได้ผงหลวงปู่แก้วมาค่อนบาตร พอหลวงปู่บุญมาอยู่กับ หลวงพ่อบ๋วย วัดเครือวัลย์ท่านได้มอบตำลาหลวงปู่แก้วให้และผงหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ที่เจ้าคุณจรัญมอบให้มาเกือบครึ่งบาตร
พระอาจารย์อีกองค์คือ หลวงปู่ เปี่ยม อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งเหียงศิษย์ในสายหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา
วิชาที่หลวงปู่บุญ โสภโณ เรียนมาจากพระคณาจารย์แต่ละองค์ ท่านล้วนเป็นผู้ทรงวิทยาคุณ
นอกจากหลวงปู่บุญท่านมีวิชาครูบาอาจารย์ดีแล้ว ท่านยังมีเมตตามากที่สุดด้วย

ช่วงปี 2229-2530 ท่านจาริกธุดงค์ไปทางภาคเหนือ บนดอยแถวสูงอาทิ ดอยปางอุ๋ง อำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นท้องถิ่นทุรกันดาร ชาวเขาอยู่กันแบบตามมีตามเกิด เด็กชาวเขาขาดโอกาสทางการศึกษา อยู่อย่างอดยากยากจน ลำบาก ไม่มีอนาคต
ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตา ได้ได้เห็นภาพทุกเวทนาของผู้ยากไร้ ขาดปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ ถูกสังคมทอดทิ้ง พูดเขียนอ่านภาษาไทยไม่ได้ ชาวเขาสมัยนั้นนับถือผี ยังไม่รู้จักพระพุทธศาสนา หลวงปู่บุญท่านได้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้รู้จักสวดมนต์ ไหว้พระ รู้จักการเรียนเขียนอ่านภาษาไทย ให้การสงเคราะห์เครื่องอุปโภคบริโภค
ชาวเขาศรัทธาท่านในฐานะพระผู้เมตตา เป็นผู้ให้การช่วยเหลือ เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่ชีวิต ชาวเขาก็เข้ามานับถือพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น เด็กผู้ชายก็มาขอบวชเป็นสามเณร ท่านได้นำเด็กชาวเขามาอุปการะเลี้ยงดูให้เรียนหนังสือที่วัดทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี จากเด็กชาวเขาจำนวนสิบ เพิ่มเป็นจำนวนร้อย และหลาย ๆ ร้อยคน
ท่านได้ตั้งโรงเรียนพระปริยติธรรมและทุนนิธิฯที่วัดทุ่งเหียงเพื่ออุปการะเลี้ยงเด็กชาวเขาเหล่านี้ เกือบ 20 ปีที่ผ่านมาท่านสร้างโอกาสให้กับเด็กผู้ยากไร้ ให้มีการศึกษา มีอนาคต สำเร็จการศึกษาระดับเบื้องต้น ระดับอาชีวะ จนถึงระดับอุดมศึกษาประมาณ 2,000 กว่าราย โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน ท่านเลี้ยงเหมือนลูกเหมือนหลาน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นคนดีของสังคม เป็นบุคลากรที่อุดมของประเทศชาติ
ปัจจุบันมีเด็กอยู่ในความดูแลหลวงปู่บุญ ร่วม 300 คน มีสามเณรอีก 80 รูป รายจ่ายค่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เครื่องเขียนแบบเรียน หลวงปู่รับภาระทั้งหมด

หลวงปู่บุญ โสภโณท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมาก (นับว่าสุดยอดกับพระผู้ชราวัยใกล้ 80 ปี) เพื่อเลี้ยงเด็กเหล่านั้นด้วยเมตตา หลวงปู่กล่าวว่า……อีกไม่นานท่านก็ตายแล้วความดีต้องรีบทำ ท่านยอมอดดีกว่าให้เด็ก ๆ เหล่านั้นอด
ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นจิตที่ดำเนินแบบพระโพธิสัตว์ที่ทรงเมตตาบารมีหาที่สุดมิได้ไม่มีประมาณ ด้วยกุศลเจตนาและบุญกริยานี้คงเป็นแรงส่งเสริมอันหนึ่งที่ทำให้วัตถุมงคลของหลวงปู่เข้มขลังด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ บุญฤทธิ์บารมี
กุศลผลบุญทานบารมีที่หลวงปู่บุญบำเพ็ญมา ย่อมส่งผลต่อผู้ศรัทธาผู้ร่วมทำบุญกับท่าน ไได้ร่วมรับผลานิสงส์อนุโมทนาสาธุการเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ทุกภพทุกชาติ
เมื่อปี พุทธศักราช 2529 หลวงปู่บุญ วัดทุ่งเหียง ได้เดินธุดงค์ไปในเขตอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเขตอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น ม้ง, กระเหรี่ยง, มูเซอ ฯลฯ สภาพภูมิประเทศเป็นป่าเขา ชุมชนชาวเขาเผ่าต่าง ๆ มีอาชีพเกษตรกรรม โดยวิธีการทำไร่เลื่อนลอย ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน กระจัดกระจายอยู่ตามภูเขา มีรายได้จากการปลูกฝิ่น หาของป่า ชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้น ขาดความรู้ความเข้าใจด้านสุขอนามัย อาหารที่ใช้บริโภคเป็นยอดไม้ ยอดผัก เผือก และมัน ที่หาได้จากป่า เมื่อมีโอกาสจำนำสินค้ามาขายยังพื้นราบ นอกจากเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่จำเป็นแล้ว เขาเหล่านั้นจะซื้อหา เกลือซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารที่ทุกครัวเรือนต้องมี การคมนาคม เดินทางด้วยเท้า หรือม้า ชาวเขาเหล่านั้น นับถือผีเป็นพระเจ้า พิธีกรรมต่าง ๆ นั้นขึ้นอยู่กับผีตามความเชื่อ แม้แต่การรักษาการเจ็บป่วยต้องใช้วิธีบนบาน บอกกล่าวผี
ภาษาที่ใช้เป็นภาษาท้องถิ่นของเผ่านั้น ๆ บางครั้งต่างเผ่ากัน ยังสื่อสารโต้ตอบไม่เข้าใจกันเลย
ครั้นความเจริญจากพื้นราบรุกคืบสู่ดอยสูง เด็กสาวจากเผ่าต่าง ๆ คนแล้วคนเล่าจำต้องทิ้งถิ่นฐานเดินทางเข้าสู่เมือง เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย ที่ครอบครัวของตนเองจะได้รับ เด็กสาวจำนวนมากเสียชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะกลับบ้านเกิด ตั้งแต่วันที่ลงจากดอย
“อาตมาภาพเห็นแล้วรู้สึกสลดใจเป็นอย่างยิ่ง”
ปัญหาของชาวเขาเหล่านี้ เกิดจากการไม่รู้หนังสือ อ่าน เขียน และพูดภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เป็นคนไทย มีทะเบียนบ้านมีใบเกิด มีบัตรประชาชน “ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ อาจเป็นปัญหาแก่บ้านเมืองได้” อาตมายังคงครุ่นคิด หาหนทางแก้ปัญหานี้มาตลอด
พ.ศ. 2530 อาตมาจึงสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นที่บ้านปางอุ๋ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเขตติดต่อกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เริ่มแรกมีพระไปจำพรรษาจำนวน 3 รูป นอกจากจะปลูกฝังหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว พระสงฆ์เหล่านั้นยังต้องฝึกสอนภาษาไทย ให้ชาวม้งอ่านออกและเขียนได้
“แม้ช่วงเวลาจำพรรษาจะสั้นนัก แต่ก็ต้องเริ่มทำ”
ด้วยความยากลำบากนี้เอง ครั้นพอออกพรรษา คงเหลือพระสงฆ์เพียงรูปเดียว ไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่คิดไว้ได้
“โครงการสร้างทรัพยากรมนุษย์ผู้ด้อยโอกาส” จึงเกิดขึ้นที่วัดทุ่งเหียง ตำบลหมอนนาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เบื้องต้น อาตมภาพประสงค์จะนำนักเรียนไม่เกิด 20 คนมาศึกษาในโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่อยู่ใกล้ ๆ วัด ครั้นเรียนจบแล้วให้กลับไปสอนเด็กชาวเขาที่หมู่บ้านของตนเอง
สิ่งที่ทำให้อาตมามีกำลังใจที่จะทำโครงการนี้ต่อไป เกิดขึ้นเมื่อวันที่นำรถจากวัดทุ่งเหียง เดินทางไปรับเด็กชาวเขาที่จะมาเรียน ปรากฏว่ามีเด็กมารอที่จะเดินทาง 45 คน ซึ่งเกินจำนวนที่เราคัดเลือกไว้
จากวันนั้น มีชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ทยอยส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาในวัดทุ่งเหียงตามแนวทางที่วางไว้ กล่าวคือ เด็กผู้หญิงให้ศึกษาตามความสมัครใจจนจบชั้นสูงสุด เท่าที่เด็กจะเรียนได้ เด็กผู้ชายเมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะต้องบวชเป็นสามเณร และศึกษาต่อในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ระดับชั้น ม.1 ถึง ม.6 ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัด จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และสามารถเรียนต่อจนจบชั้นสูงสุด ได้ตามความต้องการ เพื่อให้เกิดภิกษุสงฆ์ที่มีความรู้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป โดยทั้งสองกรณี จะอยู่ในความอุปการะของวัดทุ่งเหียง
เยาวชนชาย-หญิงที่เข้ามาศึกษาอยู่ในวัดทุ่งเหียงมาจากหลายจังหวัด เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, พะเยา, แพร่, น่าน เป็นต้น กิจกรรมของโครงการยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://pooboon.igetweb.com




การสะสมพระเครื่อง ถือว่าเป็นการสะสมสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง สำหรับไว้กราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจ ตลอดจนเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภยันตรายต่าง ๆ การสะสมพระเครื่องอาจเริ่มต้นจากการเก็บรักษาเช่าบูชาตามความต้องการหลักสิบ หลักร้อย ค่อย ๆ เขยิบไปหลักพันกันก่อน ขั้นต่อมาก็คือการเก็บไว้ตามทำเนียบระเบียบแบบแผน เช่นแยกตามประเภทมวลสาร อาทิ เนื้อดิน เนื้อชิน เนื้อผง เหรียญคณาจารย์ รูปหล่อ พระกริ่ง พระบูชา หรือเลือกสะสมตามความนิยม เช่น พระสกุลสมเด็จ ก็แบ่งเป็น วัดระฆัง วัดบางขุนพรหม วัดเกษไชโย หรือพระหลวงปู่ทวด ก็แยกเป็นวัดช้างให้ วัดทรายขาว วัดพะโค๊ะ วัดประสาท ฯลฯ หรือสะสมตามแหล่งกำเนิด เช่นพระสกลุลำพูน กำแพงเพชร ลพบุรี นครศรีธรรมราช นครปฐม ฯลฯ หรือตามสาย เช่นสายจตุคามรามเทพ ขั้นต่อมาก็คือการสะสมเพื่อการแลกเปลี่ยน ซื้อขาย(ให้เช่า) ปัจจุบันมีผู้ยึดเป็นอาชีพได้ทั้งอาชีพเสริม และอาชีพหลัก บางรายก็ตั้งเป็นธุรกิจเป็นหลักเป็นฐานได้ ผู้ที่สนใจการสะสมพระเครื่องที่มีวิสัยทัศน์จักต้องมีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นผู้สุขุมรอบคอบ มีเหตุผล ใช้ความรู้ความมั่นใจ ตัดสินใจด้วยความแน่วแน่ เป็นผู้ที่เยือกเย็น หมั่นศึกษาหาความรู้ ดูของจริง รู้ทันของปลอม ไม่เอะอะโวยวายเมื่อผิดพลาด คือว่าผิดคือครู ความรู้นั้นมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มพูนใหม่ ๆ อยู่เสมอแม้แต่พระเครื่องเองก็มีของใหม่เพิ่มเติมออกมาเสมอ การที่จะเป็นนักสะสมพระเครื่องที่ดีจะต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจ ศึกษาดูจากของจริง อ่านจากตำราต่าง ๆ ที่มีการรวบรวมอย่างถูกต้อง ( ต้องระวังเหมือนกันเพราะหนังสือบางเล่ม “เก๊ทั้งเล่ม” ก็มี) ผู้อาวุโสของวงการให้ข้อคิดเป็น “บัญญัติ 10 ประการของนักนิยมพระเครื่อง” เพื่อเป็นข้อคิดแก่ผู้คนที่สนใจคือ1. ใจเย็น2. เล่นซื่อ3. มือถืง4. ตรึงราคา5. ไม่บ้าลม6. อย่านิยมถ้าสงสัย7. คิดไกลดีกว่าใกล้8. ไม่ถือตัว9. ไม่กลัวถ้าของแท้10. ใจแน่วแน่ถ้าผิดพลาด บัญญัติ 10 ประการนี้สามารถอธิบายขยายความได้ดังนี้ 1. ใจเย็น ผู้ที่เล่นพระควรจะเป็นผู้ที่ใจเย็นไม่ออกอาการดี๊ดด๊าดอยากได้ของ ๆ เขา จนไม่สำนึกว่าอะไรควรอะไรไม่ควร การรีบร้อนจนเกินไปอาจเกิดการผิดพลาดได้ง่าย การเป็นผู้รู้อะไรควรไม่ควรนั้นนักเล่นพระจะต้องมีอยู่ในใจ ถือเป็นกฏกติกามารยาทมารตรฐานเบื้องต้น 2. เล่นซื่อ นักเล่นพระควรมีคุณธรรมประจำใจ ไม่โกหกเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ของแท้ควรบอกว่าแท้ การเอาของเทียมไปหลอกว่าแท้นั้น ไม่กี่วันก็จะต้องมีผู้รู้จนได้ เพราะของจริงนั้นย่อมเป็นของจริงอยู่ตลอดไป ของเก๊ในที่สุดก็ต้องถูกเปิดเผย ดังนั้นควรถือคติ “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน “ 3. มือถึง นักสะสมพระที่ดีจะต้องมีความรู้ ดูเป็น รู้ราคา รู้ว่าของนั้นดีหรือไม่ มีราคาค่างวดเพียงไร เมื่อเห็นต้องบอกได้ว่าพระนั้นอยู่ในขั้นหรืออยู่ในระดับใด จะซื้อจะขายก็ไม่ “ตกควาย”( ผิดราคา) มีความรู้พอไม่เป็นเหยื่อของนักหลอกลวงได้ง่ายๆ และต้องไม่หลอกลวงใครเช่นกัน 4. ตรึงราคา นักสะสมนิยมพระเครื่องที่ดีมีมาตรฐาน ควรรู้ว่าของแท้นั้นมีราคาค่างวดอย่างไร ของที่ดีของที่สวย เมื่อจะปล่อย( ขายต่อ ) ก็จงสืบให้รู้ว่าราคาเท่าไร และในการบูชาก็ควรศึกษาราคาค่านิยม ของที่สวยของที่แท้และงดงามนั้นราคาจะสูงและนับวันราคาจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ของแท้ ของดี ของสวย แต่ราคาถูกนั้นหายากพอ ๆ กับหาจริยธรรมในวงการนักการเมืองขายสมบัติของชาติ 5. ไม่บ้าลม นักสะสมนิยมพระเครื่องที่ดีมีมาตรฐานจงเล่นด้วยตา เล่นด้วยความมีสติรอบคอบรู้ถึงสภาพความเป็นจริงถึงอายุ สมัยและชั้นของพระ อย่าฟังคนขายเพ้อพกโกหกปั้นน้ำเป็นตัวหลอกลวงยัดเยียดของที่ไม่ถึงให้ ต้องระวังนักเล่าเรื่องโกหกพกลม เล่านิทานเพื่อขายพระ โดยเฉพาะบางรายพูดเก่ง ชอบตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ เขาพูดก็ฟังเอาไว้ ไม่จำเป็นต้องไปเชื่อ ควรใช้วิจารณญาณของตนเอง ชั่งใจ ถ้าเห็นอาการ”ตื้อ”ผิดสังเกตุ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “เก๊มาแต่ไกล” ต้องตั้งการ์ดให้รัดกุม แต่อย่าทำเป็น”อวดรู้อวดดี” 6. อย่านิยมถ้าสงสัย การบูชาพระจงต้องรู้ถึงเนื้อของพระ รู้ถึงสมัยของพระและจะต้องศึกษาดูของเก๊และของที่ทำออกมาใหม่ๆ อยู่เสมอ พระใดที่สงสัยแล้วควรจะตัดใจทันที ประเภทคาบลูกคาบดอกก็ไม่ควรเสี่ยง ต้องท่องบริกรรมไว้ในใจ “อย่าโลภหนอ ๆ ๆ ๆ ๆ “ ตั้งสติว่าพระเครื่องมีมากมายหลายพิมพ์ หลายล้านองค์ ไม่ได้องค์นี้ ก็ต้องต้องได้องค์นั้นสักว่าหรอกน่า 7. คิดไกลดีกว่าใกล้ การเล่นพระนั้นสิ่งที่ได้คือความสุขใจ เพื่อมิตรภาพระหว่าคนคอเดียวกัน ฉะนั้นควรมีการผ่อนสั้นผ่อนยาวให้กันบ้าง ไม่ใช่คิดกะจะ”ฟัน”กันท่าเดียว จริยธรรมในวงการพระเครื่องจักต้องมี คนเก่าต้องมีเมตตาคนใหม่ ไม่ใช่เห็นมือใหม่ก็คิดว่าเป็นเช่น ”หมูวิ่งชนปังตอ” ส่วนคนใหม่ก็ควรรู้จักรุ่น รู้จักอาวุโส ไม่ใช่มาใหม่แต่จ่ายหนัก กร่างสิบทิศ ใครสะกิดไม่ได้ สุดท้ายก็ “เจ็บ” 8. ไม่ถือตัว นักสะสมนิยมพระเครื่องที่ดีมีมาตรฐานพึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีใครรู้จักพระหมดทุกอย่าง ฉะนั้นเมื่อไม่รู้ควรจะปรึกษาหาความรู้จากผู้รู้จริงที่วางใจได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไปสืบเสาะเลาะสนามถามไถ่จนได้ “ครู”ที่ไว้วางใจได้ ไม่ใช่ประเภท “ครูขายพระ” ที่เกลื่อนไปหมด 9. ไม่กลัวถ้าของแท้ ในชีวิตของการเล่นพระ ท่านจะมีโอกาสเสมอที่จะพบของแท้ ของสวย เมื่อพบจงตัดสินใจ แม้ว่าราคาจะสูงก็ตาม การต่อลองก็สุดแต่ใจจะใคว่คว้า แต่ต้องชั่งใจให้ดี หรือพิจารณาให้ถ้วนถี่ เพราะของ “เก๊เนี๊ยบเฉียบขาด” ระบาดไปทั่ว ขนาดเซียนหญ่ายยัง ”โดน” อันนี้ต้องระวัง ติดตามข่าวสารเกาะติดสถานการณ์ ”เก๊ฝีมือ”อย่างไม่ลดละ ที่อยากแนะนำในที่นี้คือ ถ้าอยู่ไกลไม่สะดวกที่จะเข้าสนามพระเครื่อง เช่นอยู่ในต่างประเทศ หากต้องการจะสืบเสาะข่าวสารอย่างใกล้ชิดติดสนาม ขอแนะนำใช้อินเตอร์เน็ตเข้าไปที่เว็บไซต์มาตรฐาน เช่น www.uamulet.com 10. ใจแน่วแน่ถ้าผิดพลาด นักเล่นพระทุกคนมีโอกาสผิดพลาดอยู่เสมอ เช่น โดนพระเก๊ แต่ก็ต้องเก็บอาการ ไม่เอะอะโวยวาย ( อายเขาเปล่า ๆ ) ควรหาทางเจรจาคืนพระหรือเคลียร์กัน ถ้าเป็นฝ่ายขาย เมื่อคนซื้อไปเขาว่า”เก๊” ก็ต้องเคลียร์ให้โปร่งใส่ ไม่โวยวายออกนิสัย(เศษ)นักเลงยิ่งไม่ควร บัญญัติ ๑๐ ประการของนักนิยมพระเครื่อง คงจะให้แนวความคิดแก่ท่านที่สนใจพอสมควร การเป็นนักสะสมนิยมพระเครื่องที่ดีมีมาตรฐาน จะต้องใช้ความรู้ สติปัญญา ความรอบคอบสุขุม มีจริยธรรม ที่สำคัญคือ “มีสติ” กับ “มีสตังค์ “ ถ้า”มีสติ” แต่ “สตังค์”ไม่ค่อยมี ก็ไม่เสียหายเท่าไร แต่ถ้า”มีสตังค์” แต่ “ขาดสติ “ สตังค์ก็มลายหายไปได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น อยากเป็นนักสะสมนิยมพระเครื่องที่ก้าวหน้า ต้องพกทั้ง “หลวงพ่อสติ” คู่กับ “หลวงพ่อสตังค์” เพื่อจะได้ “ พระดัง…สตังค์มา”