Archive for the พระเครื่อง Category

หลวงปู่บุญ วัดทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

Posted in พระเครื่อง on มิถุนายน 2, 2008 by amulet

หลวงปู่บุญ   วัดทุ่งเหียง  อ.พนัสนิคม  จ.ชลบุรี  

มหาเมตตา วิชาเข้มขลัง   พลังศักดิ์สิทธิ์  บุญฤทธิ์บารมี

          หลวงปู่บุญ โสภโณ   อายุ 78 ปี 57 พรรษา ( นับเมื่อปี 2551)  เป็นพระเกจิแห่งยุคอีกองค์หนึ่งที่มีวัตรปฏิบัติ งดงาม   มีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้   มีสมาธิจิตใจอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวมั่นคง  มีบุญญาบารมีอันกว้างไกลไม่มีประมาณ   ตั้งแต่พื้นราบฝั่งตะวันออกจรดภูสูงป่าดอยขุนเขาทางภาคเหนือที่ท่านรับอุปการะเด็กน้อยผู้ด้อยโอกาสชาวไทยภูเขา  ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาไปแล้วว่าสองพันราย   สร้างบุคคลกรให้แก่พระพุทธศาสนา  ทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ  ทั้งพระภิกษุและสามเณรหลายร้อยรูป

            นี่คือประจักษ์พยานที่เป็น”รูปธรรมสัมผัสได้” แห่งจิตอันเป็นบุญเป็นกุศลของหลวงปู่บุญ โสภโณ   ประกอบกับองค์ความรู้จากการเล่าเรียนวิทยาคมกับพระเกจิอาจารย์ดังในอดีต

         หลวงปู่บุญ โสภโณ   บวชตั้งแต่อายุ 20 กับหลวงพ่อโด่ วัดนามะตูม เป็นอุปปัชฌาจารย์ (หลวงพ่อห่อ พระหมอต่อกระดูกเป็นพระคู่สวด  )        หลวงปู่บุญยังธุดงค์ไปเรียนวิชากับครูอาจารย์อีกหลายท่าน อาทิ หลวงปู่เส็ง วัดประจันตคาม ผู้สร้างเหรียญโภคทรัพย์ นางกวักโด่งดังที่สุด 

หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่านศิษย์สายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า  ชัยนาท

หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน ผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์กล่าวกับพระอาจารย์บุญว่า “ ดีจังฮู้ …ขลังเหม็ด”  หมายถึง  “ ดีจัง… เสกอะไรขลังหมด ”

หลวงพ่อคง วัดวังสรรรส  ได้วิชาเสือสมิงมหาอำนาจมา

ขุนนครเขต     ท่านขุนมีนิวาสสถานอยู่เกาะสีชัง      มีเมีย 150 คน ท่านมีวิชาอาคมมหาเสน่ห์  พอตายแล้วเมียเอาผงมหาเสน่ห์ทิ้งน้ำหมด ปู่บุญได้ตำราวิชาจากท่านขุนมาองค์เดียว

          หลวงปู่เคยไปอยู่วัดระฆังไปพักอยู่กับกับหลวงปู่นาค วัดระฆังไปเรียนวิชากับหลวงปู่หิน ติดขัดอะไรก็กราบถามหลวงปู่นาค   ครั้งนั้นได้ทั้งพระและผงสมเด็จวัดระฆัง และสูตรการลบผงพุทธคุณตำหรับสมเด็จโต 

          สมัยเจ้าคุณจรัญ วัดอินทร ฯ  เป็นสามเณรได้ผงหลวงปู่แก้วมาค่อนบาตร   พอหลวงปู่บุญมาอยู่กับ หลวงพ่อบ๋วย วัดเครือวัลย์ท่านได้มอบตำลาหลวงปู่แก้วให้และผงหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ที่เจ้าคุณจรัญมอบให้มาเกือบครึ่งบาตร

         พระอาจารย์อีกองค์คือ หลวงปู่ เปี่ยม อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งเหียงศิษย์ในสายหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา

           วิชาที่หลวงปู่บุญ โสภโณ  เรียนมาจากพระคณาจารย์แต่ละองค์   ท่านล้วนเป็นผู้ทรงวิทยาคุณ

            นอกจากหลวงปู่บุญท่านมีวิชาครูบาอาจารย์ดีแล้ว ท่านยังมีเมตตามากที่สุดด้วย

Image

           ช่วงปี 2229-2530 ท่านจาริกธุดงค์ไปทางภาคเหนือ  บนดอยแถวสูงอาทิ ดอยปางอุ๋ง อำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่  ซึ่งเป็นท้องถิ่นทุรกันดาร   ชาวเขาอยู่กันแบบตามมีตามเกิด  เด็กชาวเขาขาดโอกาสทางการศึกษา  อยู่อย่างอดยากยากจน ลำบาก  ไม่มีอนาคต  

        ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตา   ได้ได้เห็นภาพทุกเวทนาของผู้ยากไร้  ขาดปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ  ถูกสังคมทอดทิ้ง พูดเขียนอ่านภาษาไทยไม่ได้    ชาวเขาสมัยนั้นนับถือผี  ยังไม่รู้จักพระพุทธศาสนา  หลวงปู่บุญท่านได้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา  ให้รู้จักสวดมนต์ ไหว้พระ  รู้จักการเรียนเขียนอ่านภาษาไทย  ให้การสงเคราะห์เครื่องอุปโภคบริโภค

         ชาวเขาศรัทธาท่านในฐานะพระผู้เมตตา  เป็นผู้ให้การช่วยเหลือ  เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่ชีวิต   ชาวเขาก็เข้ามานับถือพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น เด็กผู้ชายก็มาขอบวชเป็นสามเณร  ท่านได้นำเด็กชาวเขามาอุปการะเลี้ยงดูให้เรียนหนังสือที่วัดทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม  จ.ชลบุรี จากเด็กชาวเขาจำนวนสิบ  เพิ่มเป็นจำนวนร้อย  และหลาย ๆ ร้อยคน

         ท่านได้ตั้งโรงเรียนพระปริยติธรรมและทุนนิธิฯที่วัดทุ่งเหียงเพื่ออุปการะเลี้ยงเด็กชาวเขาเหล่านี้   เกือบ 20 ปีที่ผ่านมาท่านสร้างโอกาสให้กับเด็กผู้ยากไร้  ให้มีการศึกษา มีอนาคต  สำเร็จการศึกษาระดับเบื้องต้น  ระดับอาชีวะ จนถึงระดับอุดมศึกษาประมาณ 2,000 กว่าราย  โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน  ท่านเลี้ยงเหมือนลูกเหมือนหลาน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  เป็นคนดีของสังคม เป็นบุคลากรที่อุดมของประเทศชาติ

        ปัจจุบันมีเด็กอยู่ในความดูแลหลวงปู่บุญ ร่วม 300 คน มีสามเณรอีก 80 รูป  รายจ่ายค่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เครื่องเขียนแบบเรียน  หลวงปู่รับภาระทั้งหมด

Image

          หลวงปู่บุญ โสภโณท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมาก (นับว่าสุดยอดกับพระผู้ชราวัยใกล้ 80 ปี) เพื่อเลี้ยงเด็กเหล่านั้นด้วยเมตตา หลวงปู่กล่าวว่า……อีกไม่นานท่านก็ตายแล้วความดีต้องรีบทำ ท่านยอมอดดีกว่าให้เด็ก ๆ เหล่านั้นอด

      ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้  เป็นจิตที่ดำเนินแบบพระโพธิสัตว์ที่ทรงเมตตาบารมีหาที่สุดมิได้ไม่มีประมาณ  ด้วยกุศลเจตนาและบุญกริยานี้คงเป็นแรงส่งเสริมอันหนึ่งที่ทำให้วัตถุมงคลของหลวงปู่เข้มขลังด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์  บุญฤทธิ์บารมี

         กุศลผลบุญทานบารมีที่หลวงปู่บุญบำเพ็ญมา  ย่อมส่งผลต่อผู้ศรัทธาผู้ร่วมทำบุญกับท่าน ไได้ร่วมรับผลานิสงส์อนุโมทนาสาธุการเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ทุกภพทุกชาติ 

        เมื่อปี พุทธศักราช 2529 หลวงปู่บุญ วัดทุ่งเหียง  ได้เดินธุดงค์ไปในเขตอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเขตอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น ม้ง, กระเหรี่ยง, มูเซอ ฯลฯ สภาพภูมิประเทศเป็นป่าเขา ชุมชนชาวเขาเผ่าต่าง ๆ มีอาชีพเกษตรกรรม โดยวิธีการทำไร่เลื่อนลอย ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน กระจัดกระจายอยู่ตามภูเขา มีรายได้จากการปลูกฝิ่น หาของป่า ชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้น ขาดความรู้ความเข้าใจด้านสุขอนามัย อาหารที่ใช้บริโภคเป็นยอดไม้ ยอดผัก เผือก และมัน ที่หาได้จากป่า เมื่อมีโอกาสจำนำสินค้ามาขายยังพื้นราบ นอกจากเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่จำเป็นแล้ว เขาเหล่านั้นจะซื้อหา เกลือซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารที่ทุกครัวเรือนต้องมี การคมนาคม เดินทางด้วยเท้า หรือม้า ชาวเขาเหล่านั้น นับถือผีเป็นพระเจ้า พิธีกรรมต่าง ๆ นั้นขึ้นอยู่กับผีตามความเชื่อ แม้แต่การรักษาการเจ็บป่วยต้องใช้วิธีบนบาน บอกกล่าวผี

                ภาษาที่ใช้เป็นภาษาท้องถิ่นของเผ่านั้น ๆ บางครั้งต่างเผ่ากัน ยังสื่อสารโต้ตอบไม่เข้าใจกันเลย
                ครั้นความเจริญจากพื้นราบรุกคืบสู่ดอยสูง เด็กสาวจากเผ่าต่าง ๆ คนแล้วคนเล่าจำต้องทิ้งถิ่นฐานเดินทางเข้าสู่เมือง เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย ที่ครอบครัวของตนเองจะได้รับ เด็กสาวจำนวนมากเสียชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะกลับบ้านเกิด ตั้งแต่วันที่ลงจากดอย
                “อาตมาภาพเห็นแล้วรู้สึกสลดใจเป็นอย่างยิ่ง”
                ปัญหาของชาวเขาเหล่านี้ เกิดจากการไม่รู้หนังสือ อ่าน เขียน และพูดภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เป็นคนไทย มีทะเบียนบ้านมีใบเกิด มีบัตรประชาชน “ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ อาจเป็นปัญหาแก่บ้านเมืองได้” อาตมายังคงครุ่นคิด หาหนทางแก้ปัญหานี้มาตลอด
                พ.ศ. 2530 อาตมาจึงสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นที่บ้านปางอุ๋ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเขตติดต่อกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เริ่มแรกมีพระไปจำพรรษาจำนวน 3 รูป นอกจากจะปลูกฝังหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว พระสงฆ์เหล่านั้นยังต้องฝึกสอนภาษาไทย ให้ชาวม้งอ่านออกและเขียนได้
                “แม้ช่วงเวลาจำพรรษาจะสั้นนัก แต่ก็ต้องเริ่มทำ”
                ด้วยความยากลำบากนี้เอง ครั้นพอออกพรรษา คงเหลือพระสงฆ์เพียงรูปเดียว ไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่คิดไว้ได้
                “โครงการสร้างทรัพยากรมนุษย์ผู้ด้อยโอกาส” จึงเกิดขึ้นที่วัดทุ่งเหียง ตำบลหมอนนาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เบื้องต้น อาตมภาพประสงค์จะนำนักเรียนไม่เกิด 20 คนมาศึกษาในโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่อยู่ใกล้ ๆ วัด ครั้นเรียนจบแล้วให้กลับไปสอนเด็กชาวเขาที่หมู่บ้านของตนเอง
                สิ่งที่ทำให้อาตมามีกำลังใจที่จะทำโครงการนี้ต่อไป เกิดขึ้นเมื่อวันที่นำรถจากวัดทุ่งเหียง เดินทางไปรับเด็กชาวเขาที่จะมาเรียน ปรากฏว่ามีเด็กมารอที่จะเดินทาง 45 คน ซึ่งเกินจำนวนที่เราคัดเลือกไว้
                จากวันนั้น มีชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ทยอยส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาในวัดทุ่งเหียงตามแนวทางที่วางไว้ กล่าวคือ เด็กผู้หญิงให้ศึกษาตามความสมัครใจจนจบชั้นสูงสุด เท่าที่เด็กจะเรียนได้ เด็กผู้ชายเมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะต้องบวชเป็นสามเณร และศึกษาต่อในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ระดับชั้น ม.1 ถึง ม.6 ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัด จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และสามารถเรียนต่อจนจบชั้นสูงสุด ได้ตามความต้องการ เพื่อให้เกิดภิกษุสงฆ์ที่มีความรู้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป โดยทั้งสองกรณี จะอยู่ในความอุปการะของวัดทุ่งเหียง
                เยาวชนชาย-หญิงที่เข้ามาศึกษาอยู่ในวัดทุ่งเหียงมาจากหลายจังหวัด เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, พะเยา, แพร่, น่าน เป็นต้น กิจกรรมของโครงการยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน

สภาพปัจจุบัน
                วัดทุ่งเหียง ตำบลหมอนนาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีพระครูโสภณพัฒนาภิรม (หลวงปู่บุญ) เป็นเจ้าอาวาส มีพระภิกษุและสามเณรอยู่ในความปกครอง ๑๐๐ กว่ารูป มีเยาวชนชาวไทยภูเขาที่ยากจนและเป็นเด็กกำพร้าด้อยโอกาสทางการศึกษาอีก ๕๐๐ กว่าคน ซึ่งเยาวชนเหล่านี้อยู่ในความดูแลของทางวัดในทุกๆด้าน เช่น ที่อยู่อาศัย-อาหาร-เสื้อผ้า-ยารักษาโรค-อุปกรณ์การเรียน ฯลฯในแต่ละปีทางวัดต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากนับว่าเป็นภาระที่หนักพอควร ทั้งนี้ เพราะทางวัดไม่มีมูลนิธิมารองรับและทางภาครัฐก็ไม่ได้ให้การช่วยเหลือแต่ประการใด ทางวัดต้องอาศัยกำลังศรัทธาจาก พุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่มาบริจาค ข้าวสารอาหารแห้งตลอดทั้งอุปกรณ์การเรียน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
Image
               
          ด้วยเหตุนี้ ทางวัดจึงจำเป็นต้องบอกบุญมายังท่านผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ได้ช่วยกันบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธา เพื่อจะได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆต่อไป หรือถ้าหากท่านมีเวลาพอที่จะเดินทางมาเป็นเยี่ยมหรือร่วมทำบุญกับทางวัดโดยตรงก็ขอเรียนเชิญมาได้ โดยจะมาเป็นคณะ หรือเฉพาะครอบครัวก็สุดแล้วแต่สะดวก ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้
สิ่งของจำเป็นที่ทางวัดต้องการ
1.ข้าวสารอาหารแห้งทุกชนิด
2.อุปกรณ์การเรียน เช่น สมุด-ปากกา เป็นต้น
3.เสื้อผ้าเก่าและใหม่ทั้งของผู้หญิงและชาย
4.ของใช้ที่จำเป็น เช่น สบู่-ยาสีฟัน-แปรงสีฟัน-ผงซักฟอก ฯลฯ
5.หนังสือเรียนของพระภิกษุสามเณร บาลี-นักธรรม ตรี-โท-เอก
6.อัฏฐบริขารของพระภิกษุและสามเณร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://pooboon.igetweb.com

 

พระคาถาสิวลี ภาวนาเพื่อให้ชีวิตไม่ขาดเงินและเกิดโชคลาภ

Posted in คาถาอาคม, พระเครื่อง on กุมภาพันธ์ 29, 2008 by amulet

พระคาถาสิวลี ภาวนาเพื่อให้ชีวิตไม่ขาดเงินและเกิดโชคลาภ

——————————————————————————–

คาถาบูชาพระสิวลี (หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท)

สีวะลี จะ มะหาเถโร ปัจจะยะลาภะปูชิโต มะนุสโสเทวะตาอินโท

พระมายะโม ยักขาวา ปิตัสสะ นิรันตะรัง ปะนะ ลาภะ สักการเรอาเน็นติ

นิจจัง สิวะลิดเถรัสสะลาโภจะ สักกาโร โหติ สีวะลีมะหาเถรันจะปูชะกัสสะ

สะทาวาปิ คาถันจะ สังวัดตะนัสสะลาโภจะ สักกาโรโหติเถรัสสะ อานุภาเวนะ

ลาโภเมโหตุสัพพะทาเอเตนะ สัจจะวัดเชนะ ลาโภเมโหตุ สัพพะทาฯ

คำอาราธนาพระสิวลี

สีวลี จะ มะหาเถโร เทวะตา นะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ

สีวลี จะ มะหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง

วันทามิ สัพพะทา สีวลี เถรัสสะ เอตัง คุณัง สวัสติลาภัง ภะวันตุ เมฯ

คำบูชาพระสิวลี

อิมินา สักกาเรนะ สีวลีเถรัง อะภิปูชะยามิ

เมื่อบูชาแล้วกำหนดภาวนาในใจว่า

สีวลี จะ มะหาเถโร อินโท พรัมมาจะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง ประสิทธิเม

เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุเมฯ

คำอธิษฐานขอลาภจากพระสิวลี (แต่งโดยหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง ) คำไหว้บูชาขอลาภจากพระฉิมพลี (พระสีวลีเถระ) มีดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง มะหาสีวลี เถโร มะหาลาโภ โหติ มะหาสีวลี เถโร ลาภัง เม เท ถะ

พระคาถาหัวใจพระฉิมพลี

สาธุ สิวลีจะมหาเถโร

นะชาลิติ ปะสิทธิลาภา ปะสันนะจิตตา สะทา โหนติ ปิยัง มะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา สัพเพทิสา สะมาคะตา กาละโภชะนา วิภาละโภชะนา อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ ปิยัง มะมะ

คาถาบูชาพระสิวลี (แบบย่อ)

สีวลี จะ มหาเถโร ชัยยะสิทโธ มหิทธิโก เถรัสสะ นุภาเวนะ

คาถาเวลาไปติดต่อธุรกิจ

นะ ชาลีติ ปะสิทธิลาภา

คาถาขอลาภพระสีวลี ( ประจำวัน )

วันอาทิตย์ (ให้ภาวนา ๖ จบ )

ฉิมพะลี จะ มหานามัง สัพพะลาภัง ภะวิสสะติ เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยัง มะมะ ฯ

วันจันทร์ ( ให้ภาวนา ๑๕ จบ )

ยัง ยัง ปุริโสวา อิตถีวา ทูเรหิวา สะมีเปหิวา เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยัง มะมะ ฯ

วันอังคาร ( ให้ภาวนา ๘ จบ )

ฉิมพะลี จะมหาเถโร โสะโห ปัจจะยาทิมหิ เชยยะลาโภ มหาลาโภ สัพพะลาภา ภะวันตุ สัพพะทา ฯ

วันพุธ ( ให้ภาวนา ๑๗ จบ )

ทิตติตถะภะเวราชา ปิยาจะ คะระตุเม เย สารัตติ นิรันตะรัง สัพพะสุขาวะหา ฯ

วันพฤหัสบดี ( ให้ภาวนา ๑๙ จบ )

ฉิมพะลี จะ มหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทา ฯ

วันศุกร์ ( ให้ภาวนา ๒๑ จบ )

ฉิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะรปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหติ สัพพะลาภะ ภะวันตุ สัพพะทา ฯ

วันเสาร์ ( ให้ภาวนา ๑๐ จบ )

ฉิมพะลี จะ มหานามัง อินทาพรหมา จะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง ปะสิทธิ เม เถรัสสานุภาเวนะ สะทา สุขี ปิยัง มะมะ ฯ

ใครเกิดวันไหนก็ให้ท่องพระคาถาประจำวันนั้นๆ แต่คนโบราณจะนิยมสวดภาวนาทุกวัน โดยสวดตามพระคาถาในวันนั้นๆ เช่น วันจันทร์ก็สวดบทประจำวันจันทร์ วันอังคารก็สวดบทประจำวันอังคาร

คาถาพระสีวลี แบบโบราณ

สาธุ สีวลีจะมหาเถโร อุกาสะฯ

ข้าพระพุทธเจ้า ขออาราธนา พระอภิญญา พระปฎิสัมภิทา พระบุญฤทธิ์ ลาภสักการะ ของสมเด็จพระสิวลีอรหันตเถรเจ้า

จงมาบังเกิดในจักษุทวาร มโนทวาร กายทวาร ของข้าพพุทธเจ้า

ขอคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยสังฆเจ้า คุณพระอริยสัจธรรม ทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ คุณพระสิวลีพระอรหันตเถรเจ้า ผู้มีความศักดิ์สิทธิ์ทรงศักดานุภาพเป็นอันมาก เหมือนสมัยที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่นั้น ลาภสักการะสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอันมาก ลาภสักการะหลายสิ่งหลายอย่างเป็นอันมาก ได้เกิดแก่พระผู้เป็นเจ้า จนสามารถเลี้ยงภิกษุได้หลายร้อยรูปมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในที่ทุกแห่งที่ท่านร่วมตามเสด็จไปด้วย พระผู้เป็นเจ้าเป็นที่สักการบูชา ของเทวดาและมนุษย์เป็นอันมากฉันใด ก็ดี

ขอเดชะพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยสังฆเจ้า พระอริยสัจธรรมทั้ง แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ คุณพระสิวลีอรหันตเถรเจ้า จงมาบังเกิดเป็นที่พึ่ง แก่ข้าพระพุทธเจ้า

ด้วยเหตุที่ชีวิตของข้าพพุทธเจ้า ซึ่งได้เกิดมาดิ้นรนอยู่บนพื้นดิน ในท่ามกลาง ศาสนบัญชรของพระชินเจ้า มีความจำเป็นด้วยทรัพย์สิน เงินทองเป็นอันมาก หากขาดทรัพย์สินเงินทองเสียแล้ว ชีวิตจะอับเฉา และ เป็นทุกข์

เพราะเหตุฉะนี้นั้น ขอเดชะพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยสังฆเจ้า คุณพระอริยสัจธรรมทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ คุณพระสิวลีอรหันตเถรเจ้า จงมาบังเกิด เป็นที่พึ่งของข้าพพุทธเจ้า บันดาลให้ทรัพย์สินเงินทองหลั่งไหลมาสู่ชีวิตข้าพระพุทธเจ้า เดือนละหลายพัน หลายหมื่น หลายแสน หลายล้าน ในหลายด้านหลายกรณี เหมือนหนึ่งลาภสักการะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอันมาก ลาภสักการะหลายสิ่งหลายอย่างเป็นอันมาก อันได้บังเกิดแก่พระสิวลีอรหันตเถรเจ้านั้น เทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

ของที่ต้องเตรียมในการบูชาพระสีวลี

ดอกไม้สีขาว ๓ ดอก

ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ๓ ดอก

ดอกบัว ๓ ดอก

น้ำสะอาดลอยดอกมะลิ ๑ ถ้วย

ธูป

เทียน

วันพฤหัสบดีให้เพิ่ม น้ำผึ้ง ๑ ถ้วย

วันเสาร์ให้ถวายอาหารทะเล หรือ อาหารจากต้นดอกบัว

การแก้บนพระสีวลี

น้ำมะพร้าวอ่อน

กล้วยหอม

การทำบุญเลี้ยงพระ ๑ ครั้ง

ที่มา : หนังสือคาถา สวดมนต์

วงการพระเครื่องไทย

Posted in พระเครื่อง on กุมภาพันธ์ 27, 2008 by amulet

    

          วงการ “พระเครื่อง” ในเมืองไทยปัจจุบันพัฒนาก้าวไปไกล  ไม่ได้จมปลักกับแผงขายพระเครื่องโทรม ๆ  หรือสภากาแฟเก่า ๆ   แต่ตอนนี้ วงการพระเครื่องในเมืองไทยขึ้นห้างสรรพสินค้าหรูเริ่ดเตลิดไปเรียบร้อยแล้ว             แม้กระทั้งงานมหกรรมการประกวด การอนุรักษ์พระเครื่อง พระบูชา และเหรียญคณาจารย์   คนที่สนใจพระเครื่องทั้งประเภท “เซียนใหญ่” ขาประจำ  ขาจร จนกระทั่งถึง “มือใหม่หัดขับ” ก็ไปชุมนุมกันในวันประกวดพระเครื่อง             บ้างก็ไปส่งพระเข้าประกวด   บ้างก็ไปดูไปทัศนศึกษา  บ้างก็ไปหาซื้อหาเช่าพระ    

 …..นี่แหละวงการพระเครื่องเมืองไทยที่ไม่ธรรมดา            ธุรกิจบนนเส้นทางสายนี้ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฟันธงว่าปี 2548 มีมูลค่าสูงถึงเกือบ 20,000 ล้านบาท และธุรกิจเหล่านี้ยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะยังมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 10-20 ต่อปี                  ขอฉายย้อนหลังไปหน่อยเพื่อให้เห็นภาพโดยรวมว่า วงการนี้มีเม็ดเงินหมุนเวียนคล่องตัวมากขึ้น โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพระเครื่องที่น่าสนใจได้แก่  -ธุรกิจการสร้างพระเครื่อง    -ธุรกิจแผงพระหรือศูนย์พระเครื่องในประเทศและต่างประเทศ    -ธุรกิจโฆษณา    -ธุรกิจรับจำนำพระเครื่องหรือธนาคารพระเครื่อง                     คราวนี้ก็มาดูธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ กันบ้างก็ได้แก่  ธุรกิจทำกรอบพระ หรือ ตลับพระ  ราคาจำหน่ายกรอบสำเร็จรูปสแตนเลสก็กรอบละ 50 - 200 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำกรอบและขนาดของพระเครื่อง   ถ้าเป็นตลับเงิน ตลับทองก็แพงขึ้น ธุรกิจบริการ “อัดพระ”  ประทานโทษ !!!  อย่าเพิ่งตกอกตกใจคิดไกลไปป็นอื่น !!!         บริการประเภทนี้คือ บริการ “อัดพลาสติกพระเครื่อง” แต่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “ อัดพระ “ เคยมีร้านแถวสนามพระเครื่องท่าพระจันทร์ขึ้นป้ายว่า “ ที่นี่…รับอัดพระ “ เล่นเอาพระคุณเจ้าเห็นแล้วไม่ค่อยกล้าย่างกายไปแถวนั้น   การอัดพลาสติกก็แล้วแต่ขนาด รูปแบบ ลวดลาย  เฉลี่ยราคาประมาณองค์ละ 50 -150 บาท ธุรกิจหนังสือพระเครื่อง    ในปัจจุบันมีประมาณ 40 ฉบับ โดยหนังสือพระเครื่องเหล่านี้จะมีโฆษณาต่างๆเกี่ยวกับพระเครื่อง   หนังสือพระเครื่องแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ          หนังสือพระที่จะมีการนำเสนอราคากลางหรือราคาตลาดของพระเครื่องแต่ละรุ่น ซึ่งนิยมเรียกกันในหมู่นักเลงพระว่า หั่งเช้งพระเครื่อง โดยยอดจำหน่ายหนังสือพระเครื่องประเภทนี้เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ธุรกิจรับจำนำพระเครื่องเฟื่องฟู         หนังสือพระอีกประเภทหนึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับวิชาการด้านพระเครื่อง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาทำหนังสือพระเครื่องเล่มพิเศษ  พิมพ์สี่สี ปกแข็ง  เสนอเรื่องเกี่ยวกับพระเครื่องยอดนิยม เช่น  พระชุดเบญจภาคี  พระเครื่องหลวงปู่ทวด  พระเครื่องเจ้าคุณนรฯ  พระเครื่องหลวงปู่โต๊ะ  พระเครื่องสายจตุคามรามเทพ   พระเครื่องชนะการประกวด ฯลฯ  สนนราคาก็มีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ธุรกิจรับถ่ายภาพพระเครื่อง   เริ่มเฟื่องฟูในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา มีผู้รับถ่ายภาพพระเครื่องกระจายอยู่ตามศูนย์พระเครื่องต่างๆทั่วประเทศ ค่าบริการขึ้นกับชื่อเสียงของช่างภาพและสถานที่เป็นหลัก (ราคาอยู่ในระหว่าง 40-50 บาทต่อภาพ) ภาพถ่ายพระเครื่องนั้นมีการนำไปใช้งานหลายด้านคือ ใช้ในการนำเสนอให้เช่า(ขาย)พระเครื่อง ใช้ประกอบการขอรับใบรับรองว่าพระเครื่ององค์นั้นแท้หรือไม่ ใช้ประกอบใบประกาศของงานประกวดพระเครื่อง-พระบูชา และแม้กระทั้งใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีในกรณีที่พระเครื่ององค์นั้นถูกโจรกรรม เนื่องจากพระเครื่อง-พระบูชาแต่ละองค์นั้นมักจะมีตำหนิที่แตกต่างกันพอที่ให้ผู้ชำนาญแยกแยะได้         ธุรกิจการจัดประกวดพระเครื่อง  นับว่าเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่น่าจับตามอง  เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาการจัดประกวดพระเครื่องนั้นมีการจัดเพียงเดือนละครั้ง แต่ในปัจจุบันมีการจัดกันแทบทุกอาทิตย์ และมีการพัฒนาโดยมีธุรกิจต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง จำนวนรายการพระเครื่องที่เข้าประกวดก็เพิ่มขึ้นเป็นหลักพัน            ปัจจุบันการประกวดแต่ละครั้งมีพระเครื่องไม่น้อยกว่า 1,500 รายการ ดังเช่นล่าสุด  งานประกวดพระเครื่องที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค  บางนา  กรุงเทพฯ  รวมพระประเภทต่าง ๆ กว่าสองพันรายการ เก็บค่าส่งเข้าประกวดองค์ละ  400  บาทรวด    รายรับ-รายจ่ายของธุรกิจการจัดประกวดพระเครื่องนั้นแยกออกได้เป็นดังนี้  ด้านรายรับมาจากค่าผ่านประตูปกติจะเก็บประมาณ 20 - 50บาทต่อคน ค่าแผงจรเก็บประมาณโต๊ะละ 150- 300 บาท ค่าส่งพระเข้าประกวดประมาณองค์ละ 200-500 บาท และเงินบริจาคซึ่งได้จากคณะกรรมการและแผงจร  ส่วนด้านค่าใช้จ่ายนั้นแยกเป็นค่าเลี้ยงรับรองกรรมการซึ่งนิยมจัดก่อนวันงานประกวด 1 วัน  ค่าเช่าสถานที่ ค่าอาหารเลี้ยงกรรมการและสื่อมวลชน ค่าถ่ายภาพพระเครื่องและใบประกาศ ค่าของรางวัล และค่าพิมพ์แผ่นพับเพื่อประชาสัมพันธ์งานประกวด ซึ่งคณะผู้จัดการประกวดพระเครื่องต้องมีการยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่ายส่งให้กับสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง-พระบูชาไทยรับทราบ ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินการและเพื่อประกอบการพิจารณาในการขออนุญาตจัดงานประกวดพระเครื่องครั้งต่อไป  นอกจากนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการพระเครื่องและอยู่ควบคู่กับวงการพระเครื่องมานานแล้ว คือ อุปกรณ์การสะสม เช่น ตลับใส่พระ สร้อยคอ แหนบแขวนพระ กล่องใส่พระ รวมทั้งร้านทองรูปพรรณต่างๆที่รับเลี่ยมพระ และจำหน่ายกรอบพระ ตลอดจนร้านจำหน่ายเครื่องเงินที่รับทำกรอบพระและตลับใส่พระเครื่อง แม้แต่ช่างไม้ที่รับทำฐานรองพระบูชา ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการพระเครื่อง และมีแนวโน้มเติบโตควบคู่กับไปธุรกิจพระเครื่องด้วยเช่นกัน                     สื่อที่ใช้ในการซื้อขายพระเครื่องในปัจจุบัน   นอกจากสื่อประเภทสิ่งพิมพ์แล้ว  สื่ออินเตอร์เน็ต  กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สามารถเข้าไปซื้อขาย ประมูลราคากันได้ตลอด 24  ชั่วโมง    ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก  ประเทศไหน ทวีปไหนก็ซื้อ ขายกันได้ด้วยอภิมหาเครือข่ายอินเตอร์เน็ต                   มาถึงตอนนี้ก็คงพอมองเห็นภาพโดยรวมของธุรกิจวงการพระเครื่องแล้วนะครับว่า “มหึมา”ขนาดไหน                 ถ้ารักในการ “สะสม” หรือ “เริ่มสนใจ” ก็คงพอได้เนื้อหาสาระประดับความรู้กันบ้าง                 ก่อนจะออกสนามรบก็ต้องรู้เขารู้เราดังปราชญ์ท่านว่า  “รู้เขารู้เรา  รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”           แต่ใครไม่รู้ดันสอดขึ้นว่า         “  ข้านี่แหละ ลูกผู้ชายตัวจริงสิงห์สังเวียน  เคยเป็นนักมวยมาแล้ว  ก่อนชก…ต้องรู้เขารู้เรา” แล้วไงล่ะพ่อคุณ ผลการชกเป็นไงบ้าง       ลูกผู้ชายตัวจริงยืดอกตอบอย่างภาคภูมิว่า….. “ฝีมืออย่างข้า   ชกสิบครั้ง  แพ้น๊อคเพียงครั้งเดียว” โอ้โห…แล้วไงเล่าต่อซิ….                           “……นอกนั้น  แพ้น๊อครวด  !!!!”           จากเรื่องพระเครื่องมาจบที่เรื่องจริงของ “สิงห์สังเวียน” ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่า                    นอกจาก “รู้เขารู้เรา”แล้ว  ยังต้องมี “ฝีมือ”  บวกกับ “ดวง ” อีกด้วย  

ผ่าธุรกิจพระเครื่องเมืองไทย

Posted in พระเครื่อง on กุมภาพันธ์ 27, 2008 by amulet

 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพระเครื่องแยกเป็นดังนี้
1.ธุรกิจการสร้างพระ
ในกระบวนการสร้างพระเครื่องนั้นต้นทุนการผลิตแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัสดุมวลสาร ปริมาณการสร้างแต่ละครั้ง วิธีการสร้าง ขนาดของพระเครื่องที่จะสร้าง การประกอบพิธีพุทธาภิเษก และการโฆษณาประชาสัมพันธ์การสร้างพระเครื่องในแต่ละรุ่น กล่าวคือ การสร้างพระเครื่องนั้นจะแยกเป็นเนื้อผง และเนื้อโลหะ โดยแยกรายละเอียดของต้นทุนการสร้างพระโดยสังเขป ดังนี้
- การสร้างพระเครื่องเนื้อผง
ค่าแกะบล็อคแม่พิมพ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังสำหรับเป็นแบบพิมพ์ กด หรือปั๊มพระเครื่องประมาณ 4,000 บาท อัตรานี้ขึ้นอยู่กับฝีมือของช่างด้วย โดยถ้าเป็นช่างฝีมือดีมีชื่อเสียง  ราคาค่าแกะบล๊อกจะสูงขึ้นเป็น 5,000 - 6,000 บาท บางรายถึงหลักหมื่น   บวกกับค่าเนื้อพระรวมทั้งค่าจ้างแรงงานสำหรับพระเครื่องทุกขนาด 3 บาท - 7 บาทต่อองค์ ซึ่งอัตราต้นทุนที่กล่าวมานี้เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น ถ้าใช้เนื้อวัสดุ หรือมวลสารที่หายากหรือเป็นที่นิยมราคาที่ให้บูชาก็จะสูงขึ้นอีก หรือมีการทำพิมพ์พิเศษ เช่น ฝังตะกรุด  โรยผงตะใบ  ปิดทอง  ก็จะมีสนนราคาเพิ่มขึ้น
-การสร้างพระเครื่องเนื้อโลหะ
ต้นทุนค่าบล๊อกประมาณ 5,000 - 7,000 บาททั้งนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือการแกะบล๊อกของช่างเช่นเดียวกับพระเนื้อผง    ค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆขึ้นอยู่กับเทคนิคการสร้างกล่าวคือ ถ้าเป็นการสร้างแบบปั๊มสำหรับเนื้อทองแดงขนาดใบมะขามต้นทุนประมาณ 2 - 3 บาทต่อองค์ เนื้อนวะโลหะ (โลหะธาตุ 9 ชนิด อาทิ ทองแดง  เงินและทองคำ) ต้นทุนประมาณ 10 – 20  บาทต่อองค์ เนื้อเงินต้นทุนประมาณ 90 – 120  บาทต่อองค์ ส่วนเนื้อทองคำนั้นแล้วแต่น้ำหนักของพระเครื่อง  ทั้งนี้ต้นทุนจะเปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนส่วนต่างๆ โดยเฉพาะประเภทของเนื้อโลหะที่ใช้และลักษณะการสร้าง
การสร้างแบบเหรียญ ต้นทุนค่าบล็อคจะเท่าๆกับการสร้างแบบพระเนื้อผง ซึ่งต้นทุนเฉลี่ยต่อเหรียญสำหรับเนื้อทองแดงประมาณ 3 - 5 บาท การสร้างแบบหล่อ ถ้าใช้เทคนิคการหล่อแบบเก่าหรือที่เรียกกันว่าเทมือหล่อโบราณ  หรือแบบเบ้าทุบนั้นราคาจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าเป็นการหล่อแบบใด
พระเครื่ององค์เดียวหรือที่เรียกว่าช่อเดี่ยว และการหล่อแบบได้พระเครื่องหลายองค์ต่อการเทแบบแต่ละครั้ง ต้นทุนจะตกประมาณ 700 - 800 บาทต่อองค์ ส่วนถ้ามีการใช้เทคนิคการหล่อแบบสมัยใหม่หรือที่เรียกกันว่าหล่อเหวี่ยงหรือแบบฉีด ต้นทุนสำหรับพระกริ่งตกประมาณ 200 บาทต่อองค์สำหรับเนื้อโลหะทั่วๆไป จะสังเกตเห็นได้ว่าต้นทุนในการสร้างพระนั้นไม่ได้สูง แต่เมื่อเทียบกับราคาพระเครื่องในท้องตลาดแล้วแตกต่างกันอย่างมากกล่าวคือ พระเครื่องเนื้อทองแดงสำหรับปรกใบมะขามราคาสูงถึง 20-30 บาทต่อองค์ เนื้อนวโลหะราคาสูงกว่า 100 บาทต่อองค์ เนื้อเงิน 300 -  500  บาทต่อองค์ เนื้อทองคำราคา 4,000 – 8,000  บาทต่อองค์ (เนื้อทองคำประมาณ 2 – 4  กรัมต่อองค์ ซึ่งคิดราคาทองที่บาทละ 9,500 บาท โดยทองคำ 1 บาท น้ำหนัก 15.2 กรัม) พระเครื่องที่เป็นเหรียญราคา 50 บาทขึ้นไป พระเครื่องเนื้อโลหะที่หล่อแบบโบราณราคา 2,000-3,000 บาทขึ้นไป
ส่วนพระเครื่องเนื้อโลหะที่หล่อแบบเทคนิคใหม่ราคา 1,500 -2,000 บาทขึ้นไป ซึ่งราคาดังกล่าวนี้เป็นราคาทั่วๆไป ยังไม่ได้รวมในกรณีที่พระเครื่องรุ่นนั้นเกิดเป็นที่นิยมราคาจะพุ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว ดังนั้นธุรกิจรับสร้างพระนั้นนับว่าเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายของธุรกิจสร้างพระนั้นต้นทุนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนค่าสร้างพระเท่านั้น ค่าใช้จ่ายส่วนที่สำคัญคือ - ค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีพุทธาภิเษก
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบพิธีที่จัด กล่าวคือ ถ้าเป็นพิธีโบราณเต็มรูปแบบนั้นต้องมีพระระดับเกจิอาจารย์เจ้าของพระเครื่องชุดนั้น 1 รูป พระเกจิอาจารย์นั่งปรก 4 ทิศ พระระดับทั่วไปอีก 32 รูป และพระสำหรับสวดชัยมงคลคาถาอีก 108 รูป ซึ่งค่านิมนต์พระระดับเกจิอาจารย์นั้นสูงถึงประมาณ 5,000 - 20,000 บาทต่อรูป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะทางและชื่อเสียงของพระเกจิอาจารย์นั้นๆ และค่านิมนต์พระทั่วๆไปประมาณ 1,000 บาทต่อรูป นอกจากนี้ยังต้องมีค่าเครื่องบวงสรวงประเภทบายศรี หัวหมู ขนมต้มแดงต้มขาว ผลไม้และอื่นๆ ตกประมาณ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายสำหรับพราหมณ์ในการประกอบพิธี
การสร้างพระในปัจจุบันไม่ค่อยมีการทำพิธีเต็มรูปแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นการประกอบพิธีแบบจัดสร้างโดยปลุกเสกเดี่ยว กล่าวคือ มีพระเกจิอาจารย์เพียงรูปเดียว และพระทั่วๆไปอีกเท่าใดก็ได้แต่ต้องเป็นจำนวนคี่ ทำให้ค่าใช้จ่ายในขั้นตอนนี้เหลือเพียง 1 ใน 10 เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการทำพิธีแบบโบราณ    อย่างไรก็ตาม วิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สำหรับผู้สร้างพระที่สร้างจำนวนไม่มากนัก คือ การขอนำพระเข้าพิธีพุทธาภิเษกร่วมกับผู้สร้างรายอื่นๆ ซึ่งทางวัดจะคิดค่าใช้จ่ายตามน้ำหนัก โดยส่วนใหญ่จะตกประมาณกิโลกรัมละ 500 บาท แต่วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก
- ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้นับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หรือกว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งโดยปกติในการสร้างพระเครื่องแต่ละครั้งจะมีการตั้งงบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไว้ประมาณ 300,000 - 400,000 บาท โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มีวิธีการจ่ายใน 2 รูปแบบด้วยกัน คือ จ่ายเป็นเงิน หรือจ่ายเป็นพระเครื่อง ซึ่งในกรณีที่จ่ายเป็นพระเครื่องนั้นจะมีการคิดราคาพระเครื่องครึ่งราคาของราคาที่ให้เช่า
แต่บางรายก็กล้าทุ่มกันเป็นล้าน หรือหลาย ๆ ล้าน ทำโบร์ชัวร์สี่สีสวยสดงดงาม  ลงแอดโฆษณาในนิตยสารพระเครื่อง  นสพ.รายวัน ยิงสปอตวิทยุทีวี เว็บไซต์ก็มีให้เห็นเหมือนกัน  เรียกว่ามีการนำหลักการตลาดสมัยใหม่  การสร้างแบนด์ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
กระบวนการสร้างพระเครื่องนั้นอาจดำเนินการโดยคณะกรรมการวัดเอง หรือคณะกรรมการที่เป็นคนภายนอกวัดที่อาสาเข้ามารับการจัดสร้างพระเครื่อง โดยอาจแบ่งผลประโยชน์ส่วนหนึ่งเป็นค่าดำเนินการ ซึ่งการจัดสร้างพระเครื่องโดยการดำเนินการของคณะกรรมการวัดมักประสบปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องมีการจ่ายล่วงหน้า   ส่วนการสร้างพระเครื่องที่ดำเนินการโดยคนนอกนั้นอัตราเสี่ยงของวัดนั้นไม่มี เนื่องจากผู้จัดสร้าง( นักลงทุน ) เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด
ดังนั้นหากการจัดสร้างไม่ประสบผลสำเร็จผู้จัดสร้างจะเป็นผู้แบกรับภาระขาดทุนทั้งหมด โดยมากการแบ่งผลประโยชน์จะอยู่ในอัตราที่ตกลงกัน เช่น วัดร้อยละ 60 และคณะกรรมการที่ดำเนินการจัดสร้าง( นักลงทุน )  ร้อยละ 40 หรือคนละครึ่ง ( วัดครึ่งหนึ่ง  กรรมการครึ่งหนึ่ง ) หรือแบ่งพระเครื่องไปจำหน่ายตามสัดส่วนผลประโยชน์ที่ตกลงกันไว้ แต่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ร่วมกัน
 ครั้งนี้ก็ผ่ากันพอหอมปากหอมคอ   คงพอมองเห็นที่มาที่ไปกลไกต่าง ๆ 
 

บัญญัติ ๑๐ ประการของนักนิยมพระเครื่อง

Posted in พระเครื่อง on กุมภาพันธ์ 27, 2008 by amulet

บัญญัติ ๑๐ ประการของนักนิยมพระเครื่อง     

            การสะสมพระเครื่อง ถือว่าเป็นการสะสมสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง สำหรับไว้กราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล  เป็นขวัญและกำลังใจ  ตลอดจนเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภยันตรายต่าง ๆ             การสะสมพระเครื่องอาจเริ่มต้นจากการเก็บรักษาเช่าบูชาตามความต้องการหลักสิบ หลักร้อย ค่อย ๆ เขยิบไปหลักพันกันก่อน              ขั้นต่อมาก็คือการเก็บไว้ตามทำเนียบระเบียบแบบแผน  เช่นแยกตามประเภทมวลสาร อาทิ เนื้อดิน เนื้อชิน เนื้อผง เหรียญคณาจารย์ รูปหล่อ พระกริ่ง พระบูชา  หรือเลือกสะสมตามความนิยม เช่น พระสกุลสมเด็จ ก็แบ่งเป็น วัดระฆัง วัดบางขุนพรหม วัดเกษไชโย  หรือพระหลวงปู่ทวด ก็แยกเป็นวัดช้างให้  วัดทรายขาว  วัดพะโค๊ะ วัดประสาท ฯลฯ หรือสะสมตามแหล่งกำเนิด เช่นพระสกลุลำพูน  กำแพงเพชร  ลพบุรี  นครศรีธรรมราช  นครปฐม ฯลฯ  หรือตามสาย เช่นสายจตุคามรามเทพ            ขั้นต่อมาก็คือการสะสมเพื่อการแลกเปลี่ยน ซื้อขาย(ให้เช่า)  ปัจจุบันมีผู้ยึดเป็นอาชีพได้ทั้งอาชีพเสริม และอาชีพหลัก  บางรายก็ตั้งเป็นธุรกิจเป็นหลักเป็นฐานได้            ผู้ที่สนใจการสะสมพระเครื่องที่มีวิสัยทัศน์จักต้องมีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นผู้สุขุมรอบคอบ มีเหตุผล ใช้ความรู้ความมั่นใจ ตัดสินใจด้วยความแน่วแน่ เป็นผู้ที่เยือกเย็น หมั่นศึกษาหาความรู้  ดูของจริง รู้ทันของปลอม ไม่เอะอะโวยวายเมื่อผิดพลาด  คือว่าผิดคือครู     ความรู้นั้นมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มพูนใหม่ ๆ  อยู่เสมอแม้แต่พระเครื่องเองก็มีของใหม่เพิ่มเติมออกมาเสมอ   การที่จะเป็นนักสะสมพระเครื่องที่ดีจะต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจ ศึกษาดูจากของจริง อ่านจากตำราต่าง ๆ ที่มีการรวบรวมอย่างถูกต้อง ( ต้องระวังเหมือนกันเพราะหนังสือบางเล่ม “เก๊ทั้งเล่ม” ก็มี)              ผู้อาวุโสของวงการให้ข้อคิดเป็น “บัญญัติ 10 ประการของนักนิยมพระเครื่อง” เพื่อเป็นข้อคิดแก่ผู้คนที่สนใจคือ1. ใจเย็น2. เล่นซื่อ3. มือถืง4. ตรึงราคา5. ไม่บ้าลม6. อย่านิยมถ้าสงสัย7. คิดไกลดีกว่าใกล้8. ไม่ถือตัว9. ไม่กลัวถ้าของแท้10. ใจแน่วแน่ถ้าผิดพลาด               บัญญัติ 10 ประการนี้สามารถอธิบายขยายความได้ดังนี้            1. ใจเย็น ผู้ที่เล่นพระควรจะเป็นผู้ที่ใจเย็นไม่ออกอาการดี๊ดด๊าดอยากได้ของ ๆ เขา จนไม่สำนึกว่าอะไรควรอะไรไม่ควร     การรีบร้อนจนเกินไปอาจเกิดการผิดพลาดได้ง่าย    การเป็นผู้รู้อะไรควรไม่ควรนั้นนักเล่นพระจะต้องมีอยู่ในใจ   ถือเป็นกฏกติกามารยาทมารตรฐานเบื้องต้น              2. เล่นซื่อ นักเล่นพระควรมีคุณธรรมประจำใจ ไม่โกหกเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ของแท้ควรบอกว่าแท้ การเอาของเทียมไปหลอกว่าแท้นั้น ไม่กี่วันก็จะต้องมีผู้รู้จนได้ เพราะของจริงนั้นย่อมเป็นของจริงอยู่ตลอดไป  ของเก๊ในที่สุดก็ต้องถูกเปิดเผย  ดังนั้นควรถือคติ “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน “             3. มือถึง นักสะสมพระที่ดีจะต้องมีความรู้ ดูเป็น  รู้ราคา  รู้ว่าของนั้นดีหรือไม่    มีราคาค่างวดเพียงไร เมื่อเห็นต้องบอกได้ว่าพระนั้นอยู่ในขั้นหรืออยู่ในระดับใด  จะซื้อจะขายก็ไม่ “ตกควาย”( ผิดราคา)  มีความรู้พอไม่เป็นเหยื่อของนักหลอกลวงได้ง่ายๆ  และต้องไม่หลอกลวงใครเช่นกัน             4. ตรึงราคา   นักสะสมนิยมพระเครื่องที่ดีมีมาตรฐาน  ควรรู้ว่าของแท้นั้นมีราคาค่างวดอย่างไร ของที่ดีของที่สวย เมื่อจะปล่อย( ขายต่อ ) ก็จงสืบให้รู้ว่าราคาเท่าไร และในการบูชาก็ควรศึกษาราคาค่านิยม    ของที่สวยของที่แท้และงดงามนั้นราคาจะสูงและนับวันราคาจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ  ของแท้ ของดี ของสวย แต่ราคาถูกนั้นหายากพอ ๆ กับหาจริยธรรมในวงการนักการเมืองขายสมบัติของชาติ             5. ไม่บ้าลม นักสะสมนิยมพระเครื่องที่ดีมีมาตรฐานจงเล่นด้วยตา เล่นด้วยความมีสติรอบคอบรู้ถึงสภาพความเป็นจริงถึงอายุ สมัยและชั้นของพระ อย่าฟังคนขายเพ้อพกโกหกปั้นน้ำเป็นตัวหลอกลวงยัดเยียดของที่ไม่ถึงให้  ต้องระวังนักเล่าเรื่องโกหกพกลม เล่านิทานเพื่อขายพระ  โดยเฉพาะบางรายพูดเก่ง ชอบตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ  เขาพูดก็ฟังเอาไว้  ไม่จำเป็นต้องไปเชื่อ  ควรใช้วิจารณญาณของตนเอง  ชั่งใจ  ถ้าเห็นอาการ”ตื้อ”ผิดสังเกตุ  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “เก๊มาแต่ไกล”  ต้องตั้งการ์ดให้รัดกุม  แต่อย่าทำเป็น”อวดรู้อวดดี”              6. อย่านิยมถ้าสงสัย    การบูชาพระจงต้องรู้ถึงเนื้อของพระ รู้ถึงสมัยของพระและจะต้องศึกษาดูของเก๊และของที่ทำออกมาใหม่ๆ อยู่เสมอ พระใดที่สงสัยแล้วควรจะตัดใจทันที  ประเภทคาบลูกคาบดอกก็ไม่ควรเสี่ยง  ต้องท่องบริกรรมไว้ในใจ “อย่าโลภหนอ  ๆ   ๆ   ๆ   ๆ “  ตั้งสติว่าพระเครื่องมีมากมายหลายพิมพ์ หลายล้านองค์  ไม่ได้องค์นี้ ก็ต้องต้องได้องค์นั้นสักว่าหรอกน่า             7. คิดไกลดีกว่าใกล้    การเล่นพระนั้นสิ่งที่ได้คือความสุขใจ เพื่อมิตรภาพระหว่าคนคอเดียวกัน ฉะนั้นควรมีการผ่อนสั้นผ่อนยาวให้กันบ้าง    ไม่ใช่คิดกะจะ”ฟัน”กันท่าเดียว  จริยธรรมในวงการพระเครื่องจักต้องมี    คนเก่าต้องมีเมตตาคนใหม่  ไม่ใช่เห็นมือใหม่ก็คิดว่าเป็นเช่น ”หมูวิ่งชนปังตอ”    ส่วนคนใหม่ก็ควรรู้จักรุ่น รู้จักอาวุโส  ไม่ใช่มาใหม่แต่จ่ายหนัก  กร่างสิบทิศ  ใครสะกิดไม่ได้  สุดท้ายก็ “เจ็บ”             8. ไม่ถือตัว  นักสะสมนิยมพระเครื่องที่ดีมีมาตรฐานพึงระลึกไว้เสมอว่า   ไม่มีใครรู้จักพระหมดทุกอย่าง     ฉะนั้นเมื่อไม่รู้ควรจะปรึกษาหาความรู้จากผู้รู้จริงที่วางใจได้   ต้องค่อยเป็นค่อยไปสืบเสาะเลาะสนามถามไถ่จนได้ “ครู”ที่ไว้วางใจได้  ไม่ใช่ประเภท “ครูขายพระ” ที่เกลื่อนไปหมด             9. ไม่กลัวถ้าของแท้     ในชีวิตของการเล่นพระ ท่านจะมีโอกาสเสมอที่จะพบของแท้ ของสวย เมื่อพบจงตัดสินใจ แม้ว่าราคาจะสูงก็ตาม การต่อลองก็สุดแต่ใจจะใคว่คว้า   แต่ต้องชั่งใจให้ดี  หรือพิจารณาให้ถ้วนถี่  เพราะของ “เก๊เนี๊ยบเฉียบขาด” ระบาดไปทั่ว  ขนาดเซียนหญ่ายยัง  ”โดน”  อันนี้ต้องระวัง  ติดตามข่าวสารเกาะติดสถานการณ์ ”เก๊ฝีมือ”อย่างไม่ลดละ   ที่อยากแนะนำในที่นี้คือ  ถ้าอยู่ไกลไม่สะดวกที่จะเข้าสนามพระเครื่อง  เช่นอยู่ในต่างประเทศ  หากต้องการจะสืบเสาะข่าวสารอย่างใกล้ชิดติดสนาม ขอแนะนำใช้อินเตอร์เน็ตเข้าไปที่เว็บไซต์มาตรฐาน เช่น www.uamulet.com               10. ใจแน่วแน่ถ้าผิดพลาด   นักเล่นพระทุกคนมีโอกาสผิดพลาดอยู่เสมอ  เช่น โดนพระเก๊  แต่ก็ต้องเก็บอาการ  ไม่เอะอะโวยวาย ( อายเขาเปล่า ๆ )  ควรหาทางเจรจาคืนพระหรือเคลียร์กัน  ถ้าเป็นฝ่ายขาย เมื่อคนซื้อไปเขาว่า”เก๊” ก็ต้องเคลียร์ให้โปร่งใส่  ไม่โวยวายออกนิสัย(เศษ)นักเลงยิ่งไม่ควร            บัญญัติ ๑๐ ประการของนักนิยมพระเครื่อง  คงจะให้แนวความคิดแก่ท่านที่สนใจพอสมควร   การเป็นนักสะสมนิยมพระเครื่องที่ดีมีมาตรฐาน  จะต้องใช้ความรู้ สติปัญญา ความรอบคอบสุขุม  มีจริยธรรม  ที่สำคัญคือ “มีสติ”  กับ “มีสตังค์ “            ถ้า”มีสติ”  แต่ “สตังค์”ไม่ค่อยมี  ก็ไม่เสียหายเท่าไร            แต่ถ้า”มีสตังค์”  แต่ “ขาดสติ  “  สตังค์ก็มลายหายไปได้เหมือนกัน            เพราะฉะนั้น อยากเป็นนักสะสมนิยมพระเครื่องที่ก้าวหน้า  ต้องพกทั้ง “หลวงพ่อสติ” คู่กับ “หลวงพ่อสตังค์”              เพื่อจะได้  “ พระดัง…สตังค์มา”

ยินดีต้อนรับครับท่าน !!!

Posted in คาถาอาคม, พระเครื่อง, มหาฤษี, ยันต์, เครื่องราง ของขลัง, เทพศักดิ์สิทธิ์ on กุมภาพันธ์ 27, 2008 by amulet

ยินดีต้อนรับสู่ Amulet.bloggoo.com   แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเพื่อผู้สนใจในสาระเกี่ยวกับ  พระเครื่อง ของขลัง เครื่องราง  วัตถุมงคล  ทั้งในแง่ประวัติความเป็นมา  ตำนาน  การพิจารณา  ทัศนะมุมมอง  ตลอดรวมถึงเรื่องพลังศักดิ์สิทธิ์ ปกรณัมเรื่องเทพเทวา  จิตตานุภาพ พิธีกรรม วัฒนธรรมความศรัทธา  

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล  และ  ภาพ  เสียง  สื่อต่าง ๆ มา ณ โอกาสนี้

FireStats icon Powered by FireStats